1. การดึงหน้าคืออะไร

การดึงหน้า (Facelift) หรือ ศัลยกรรมยกกระชับใบหน้า เป็นหนึ่งในกระบวนการศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน อย่างที่เรารู้กันครับ กระบวนการนี้สามารถทำได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความต้องการและสภาพผิวของผู้ป่วย ซึ่งปกติแล้วแพทย์ที่ทำการผ่าตัดจะเป็นคนประเมินและวางแผนการผ่าตัดให้เหมาะสมให้กับคนไข้แต่ละรายครับ โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ เด็กขึ้น ช่วยลดริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของผิวหนังใบหน้า ซึ่งมักเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น

ถึงจุดนี้แล้วหลายๆท่านที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ คงสงสัยใช่มั้ยครับว่าการดึงหน้าของหมอ แตกต่างจากที่อื่นยังไง?

Ultimate Facelock

ศัลยกรรมยกกระชับใบหน้า

สำหรับเทคนิคนี้ จะเป็นการผ่าตัดดึงหน้าโดยเทคนิค Ultimate Facelock ที่แตกต่างจากที่อื่น โดยจะเน้นการดึงหน้าลงถึงระดับกล้ามเนื้อชั้น SMAS (Superficial Musculo Aponeurotic System) เพื่อเก็บผิวหน้าเรียบตึง ดึงผิวหย่อนคล้อยให้กระชับอย่างเป็นธรรมชาติ ตามโครงสร้างรูปหน้าเดิมของคนไข้ โดยจะเน้นคอนเซ็ปว่า “ปากไม่กว้าง ตาไม่ชี้ หน้าไม่แปลก” ทุกเคสหมอจะซ่อนแผลให้เนียนที่สุด ด้วยเทคนิคซ่อนรอยแผลแบบเฉพาะ ที่ต่างจากการดึงหน้าแบบเดิมๆ ให้ผลลัพธ์ใบหน้ากระชับได้รูปสวย ผิวเรียบ เต่งตึง ดูอ่อนเยาว์ทุกมิติ ให้คนไข้ได้มั่นใจในตัวเองได้อย่างเต็มที่อีกครั้งครับ

การดึงลงลึกถึงชั้น SMAS

หัวใจสำคัญของการดึงหน้าให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี คือ การดึงลงลึกถึงชั้น SMAS เพื่อช่วยยกกระชับทุกชั้นผิว เพราะความหย่อนคล้อยของใบหน้าเกิดตังแต่ระดับผิวหน้า ลงไปจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ ถ้าเราดึงและตัดผิวหนังชั้นตื้นๆ เพียงอย่างเดียว จะทำให้ได้ผลลัพธ์แค่ชั่วคราว โอกาสกลับมาหย่อนคล้อยสูงและมีโอกาสเกิดแผลเป็นที่เห็นชัดเจนครับ

หัวใจสำคัญของการดึงหน้าให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี

คือ การดึงลงลึกถึงชั้น SMAS เพื่อช่วยยกกระชับทุกชั้นผิว
เพราะความหย่อนคล้อยของใบหน้าเกิดตังแต่ระดับผิวหน้า ลงไปจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ ถ้าเราดึงและตัดผิวหนังชั้นตื้นๆ เพียงอย่างเดียว
จะทำให้ได้ผลลัพธ์แค่ชั่วคราว โอกาสกลับมาหย่อนคล้อยสูงและมีโอกาสเกิดแผลเป็นที่เห็นชัดเจนครับ

ปัจจุบัน การดึงหน้าเป็นหัตถการที่สามารถทำได้ในทุกเพศและทุกช่วงวัย ขึ้นอยู่กับปัญหาเฉพาะบุคคลและความต้องการของคนไข้แต่ละราย โดยแนวโน้มในปัจจุบันพบว่า ผู้ที่อยู่ในช่วงวัยกลางคนเริ่มมีความสนใจในการดึงหน้ามากขึ้น และตัดสินใจเข้ารับการรักษาเร็วกว่าสมัยก่อน จากประสบการณ์ตรงที่ผมพบเจอ คนไข้สามารถจำแนกออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ตามช่วงอายุได้ดังนี้:

คนไข้กลุ่มที่ 1 :

คนไข้สูงอายุ (50 ปีขึ้นไป) ซึ่งมักจะมีปัญหาเหล่านี้คือ

  • มีปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยที่เกิดขึ้นตามวัย ต้องการผ่าตัดดึงหน้าเพื่อลดริ้วรอย และความหย่อนคล้อย
  • มีปัญหาผิวหย่อนยาน ไม่กระชับบริเวณใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัย

คนไข้กลุ่มที่ 2 :

คนไข้วัยกลางคน (25-50 ปี) ซึ่งมักจะมีปัญหาเหล่านี้คือ

  • ต้องการปรับโครงสร้างใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ เพื่อเสริมบุคลิกภาพให้กับตนเอง
    มีปัญหาผิวแก้มหย่อนหรือห้อย จากการลดน้ำหนักมากหรือจากการผ่าตัดยุบโหนกตัดกรามมาก่อน
  • มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด หรือมีเหนียงมาก ต้องการปรับรูปหน้าให้ใบหน้าเรียวเป็น V-shape
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยจากกรรมพันธุ์ เช่น มีร่องแก้มลึก จนถึงผิวหย่อนคล้อยบริเวณคอ
  • ผู้มีปัญหาระยะห่างระหว่างคิ้วและตา ไม่สมส่วน การผ่าตัดดึงหน้าทำให้คิ้วและตา ห่างออกจากกันอย่างสมดุล ทำให้ดวงตาสดใสมากยิ่งขึ้น

การดึงหน้าแบ่งออกเป็น 2 วิธี

โดยปกติแล้วประเภทของการดึงหน้าจะแบ่งได้หลายแบบขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการแบ่ง
ในที่นี้ผมจะแบ่งการดึงหน้าออกเป็น 2 วิธีหลักๆ ที่พบได้ในปัจจุบัน คือ

1. การดึงหน้าแบบชั้นผิวหนังเพียงอย่างเดียว

(Subcutaneous facelift, Skin-only facelift)

2. การดึงหน้าชั้นกล้ามเนื้อ

(Deep plane facelift)

เราจะเห็นว่าการดึงหน้าเฉพาะชั้นผิวหนัง เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและมีความเสี่ยงน้อย จึงมักพบได้ในแพทย์ทั่วไป หรือแพทย์ที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการผ่าตัดด้านนี้ เนื่องจากการดึงลึกไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ หรือ SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) จำเป็นต้องอาศัยทั้ง ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความเข้าใจในกายวิภาคของเส้นประสาทใบหน้า อย่างลึกซึ้ง

การผ่าตัดดึงหน้าชั้นลึกแม้จะซับซ้อนกว่า แต่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและคงอยู่ยาวนานกว่าอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การดึงเฉพาะชั้นผิวหนังเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ต้องกลับมาทำซ้ำภายในระยะเวลา 1–2 ปี ซึ่งในบางรายอาจรู้สึกว่าผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นานเท่าที่คาดหวัง

Subcutaneous facelift,
Skin-only facelift

วิธีที่ 1 : การดึงหน้าแบบชั้นผิวหนังเพียงอย่างเดียว

การดึงหน้าวิธีนี้ ศัลยแพทย์จะทำการลงแผลผ่าตัดบริเวณไรผม ลงมาหน้าหูและอาจจะอ้อมไปด้านหลังหู จากนั้นจะเลาะเข้าไปใต้ชั้นผิวหนังและไขมัน จนถึงจุดที่ต้องการ เช่น ร่องแก้ม หรือร่องน้ำหมาก และจะตัดผิวหนังที่หย่อนคล้อยออก พร้อมกับเย็บปิดทันที ซึ่งวิธีนี้ มีข้อดีบางประการ และที่สังเกตเห็นได้บ่อยๆคือ ไม่ต้องดมยาสลบ , ใช้เวลาไม่นานในการผ่าตัด เพราะไม่ได้ดึงชั้นกล้ามเนื้อ และไม่ต้องพักฟื้นนาน อาจจะสามารถใช้ชีวิตได้ปกติทันทีหลังผ่าตัด

Deep plane facelift

วิธีที่ 2 : การดึงหน้าชั้นกล้ามเนื้อ

การดึงชั้นกล้ามเนื้อหรือชั้น SMAS ที่เรารู้จักนั้น เป็นเทคนิคที่พัฒนามาตั้งแต่อดีต เมื่อเราทำการผ่าตัดเลาะผิวหนังเข้าไปแล้ว เราจะเจอชั้นกล้ามเนื้ออยู่ด้านล่าง ซึ่งการจัดการชั้นกล้ามเนื้อนี้ ก็สามารถทำได้หลายวิธี แต่จากงานวิจัยยังไม่พบว่าวิธีใดที่ให้ผลดีกว่ากัน ผมขอแบ่งการจัดการชั้นกล้ามเนื้อง่ายๆ เป็น 2 วิธีดังนี้

2.1 การเย็บกระชับหรือเย็บรวบชั้นกล้ามเนื้อ SMAS

SMAS Plication, MACS Lift

2.2 การดึงแบบใต้ชั้น SMAS

Deep Plane, Dual Plane Facelift

2.1 การเย็บกระชับหรือเย็บรวบชั้นกล้ามเนื้อ SMAS

SMAS Plication, MACS Lift

วิธีการนี้ ศัลยแพทย์จะทำการเย็บชั้นกล้ามเนื้อ SMAS เข้าหากัน หรือเย็บสอยกล้ามเนื้อเป็นบริเวณกว้างไปจนถึงตำแหน่งที่ต้องการ แล้วมัดเข้าหากัน เพื่อให้ชั้นกล้ามเนื้อกระชับและตึงขึ้น

ข้อดี

  • ไม่เสี่ยงต่อการกระทบเส้นประสาทใบหน้าที่อยู่ลึกกว่าชั้นกล้ามเนื้อ
  • สามารถดึงให้กล้ามเนื้อมีความตึงกระชับ
  • ห้ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่า เมื่อเทียบกับการดึงเฉพาะชั้นผิวหนัง

ข้อเสีย

  • การเย็บรวมชั้นกล้ามเนื้อจะรวมชั้นไขมันที่อยู่ด้านบนมาด้วย ทำให้ในเคสที่ใบหน้ากลมหรือมีแก้มเยอะ อาจยิ่งทำให้ใบหน้าดูกลม และแก้มดูเด่นขึ้น โดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้มที่อาจเห็นชัดที่สุด
  • ไม่สามารถตัดเส้นเอ็นยึดเกาะใบหน้า (Retaining ligaments) ได้ เพราะไม่ได้เลาะไปถึงชั้นลึกใต้ SMAS
  • อาจส่งผลให้ใบหน้าหย่อนคล้อยได้เร็วกว่าเทคนิค Deep Plane ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป

2.2 การดึงแบบใต้ชั้น SMAS

Deep Plane, Dual Plane Facelift

วิธีการนี้ เป็นวิธีการที่ยากที่สุด เพราะศัลยแพทย์จำเป็นต้องเลาะไปใต้ชั้นกล้ามเนื้อ SMAS เพื่อเข้าไปปลดเอ็นยึดเกาะ (Retaining ligaments) ซึ่งในชั้นนี้มักจะมีเส้นประสาทใบหน้าวิ่งอยู่ด้วย ถ้าหากเราไม่ได้ปลดเส้นเอ็นนี้ก็จะทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้ไม่ยาวนาน ดังภาพประกอบด้านล่าง

การดึงชั้นผิวหนังอย่างเดียว หรือ การเย็บรวบชั้นกล้ามเนื้ออย่างเดียว จะไม่สามารถปลดเส้นเอ็น (Retaining ligaments) ที่เหมือนแขนงต้นไม้ได้ ดังนั้นจะมีแรงดีงกลับ ทำให้ใบหน้ากลับมาหย่อนคล้อยได้เร็วขึ้น

การดึงใต้ชั้นกล้ามเนื้อ SMAS จะมีการเข้าไปปลดเส้นเอ็น (Retaining ligaments) เพื่อลดแรงดึงกลับ ดังนั้นอาจจะทำให้ผลลัพธ์ของการดึงหน้าอยู่ได้ยาวนานกว่าวิธีอื่นๆ

การดึงหน้าใต้ชั้นกล้ามเนื้อ SMAS มีข้อดีที่ชัดเจน คือ

  • สามารถเข้าไปปลดเส้นเอ็นยึดเกาะระหว่างกล้ามเนื้อกับกระดูก (retaining ligaments) ได้โดยตรง ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้าได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากกว่าเทคนิคที่ทำเพียงผิวหนังชั้นบน
  • สามารถตัดไขมันส่วนเกินที่อยู่เหนือชั้นกล้ามเนื้อออกได้ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนไข้ที่มีใบหน้ากลม หรือมีแก้มเยอะ ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นผลชัดเจนจากการดึงหน้าชั้นตื้น
  • การผ่าตัดแบบนี้จึงช่วยให้ได้รูปหน้าที่เรียวและกระชับมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังของการผ่าตัดชั้นลึก คือ

  • ความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเส้นประสาทใบหน้า เนื่องจากการเลาะผิวเข้าไปในชั้นลึกใต้ SMAS ต้องอาศัยความแม่นยำสูง อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของผมเอง โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนนี้ถือว่าน้อยมาก — จากเคสที่ทำทั้งหมด มีเพียง 0.2% เท่านั้นที่พบการบาดเจ็บของเส้นประสาทแบบชั่วคราว และ ไม่มีเคสใดเลย ที่เกิดความเสียหายถาวร โดยภาวะดังกล่าวมักจะหายได้เองภายในเวลา 2–3 เดือน

ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับการดูแลภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ผมจะขออธิบายเพิ่มเติมในหัวข้อถัดไปครับ

จากทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าการดึงหน้ามีหลายเทคนิคให้เลือก แต่ละวิธีล้วนมีข้อดีและข้อจำกัดในแบบของตนเอง เทคนิคที่ให้ผลลัพธ์ยาวนานที่สุดก็มักมาพร้อมกับความซับซ้อนและความเสี่ยงที่มากขึ้นเช่นกัน แต่หากการผ่าตัดนั้นอยู่ในมือของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่ผ่านการอบรมจากสถาบันหรือสมาคมที่ได้รับการรับรองแล้ว ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก็แทบจะไม่มีเลยครับ

สุดท้าย ผมอยากฝากถึงคนไข้ทุกคนที่กำลังพิจารณาการผ่าตัดดึงหน้า ว่าควรศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน และพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ เพราะการดึงหน้าเป็นการผ่าตัดใหญ่ และไม่ใช่สิ่งที่ควรทำบ่อย ๆ ในชีวิต การเลือกแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด เพราะหากเราเลือกแพทย์ที่มีทั้งความรู้ ประสบการณ์ และจรรยาบรรณ เราก็มีแนวโน้มสูงที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดี และคงอยู่ยาวนานครับ

4. การผ่าตัดดึงหน้ายกกระชับบริเวณไหนได้บ้าง และส่วนไหนเหมาะกับใคร

Ultimate Facelock

ใบหน้าคนเราแบ่งได้กี่ส่วน

ในอดีตการผ่าตัดดึงหน้ามักจะดึงทั้งหน้า แบบ Full facelift แต่ในปัจจุบันการดึงหน้าสามารถผ่าตัดแยกส่วนได้ตามปัญหาและความต้องการของคนไข้ เพื่อลดอาการบวมช้ำหลังผ่าตัด และพักฟื้นได้เร็วขึ้นครับ เพื่อให้สื่อสารกับคนไข้ให้เข้าใจง่ายขึ้น ผมจะแบ่งใบหน้าหลักๆออกเป็น 6 ส่วนด้วยกันครับ

ส่วนที่ 1 : หน้าผาก (Forehead)

หน้าผาก (Forehead) เหมาะกับผู้ที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณหน้าผากอย่างชัดเจน แม้ไม่ได้ยักคิ้วหรือขมวดคิ้ว , คนไข้ที่คิ้วตก ระยะใต้คิ้วแคบ ทำให้ใบหน้าดูดุตลอดเวลา

ส่วนที่ 2 : ใบหน้าส่วนบน
(Upper face, Temporal area)

ใบหน้าส่วนบน (Upper face, Temporal area) หางตา หางคิ้ว รอยตีนกา เหมาะกับผู้ที่มีหนังตาตกด้านข้าง หางคิ้วตก ทำให้ตาดูเศร้า ไม่สดใส การดึงใบหน้าส่วนบน ในบางครั้ง จะมีศัพท์ทางการตลาดที่เรียกว่า Foxy eyes ก็ถือว่าเป็นการดึงใบหน้าส่วนบนหรือดึงขมับเช่นกัน การดึงจุดนี้จะทำให้หางตา หางคิ้วยกขึ้น ได้องศาคิ้วที่สวยงาม หางตาเปิด ตาดูสดใสไม่เศร้าหมอง รอยตีนกาดึขึ้น แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรดึงมากจนเกินไปเพราะอาจจะทำให้หางตาดูชี้ เบ้าตาดูแคบเล็กและดูแปลกจนเกินไปครับ

ส่วนที่ 3 : ใบหน้าส่วนกลาง (Midface)

ใบหน้าส่วนกลาง (Midface) – หน้าแก้ม ร่องแก้ม เหมาะกับผู้ที่มีริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม ร่องลึก แก้มมีความหย่อนคล้อย ซึ่งการดึงหน้าส่วนนี้ต้องใช้ความละเอียดค่อนข้างมากในการดึงและจัดเรียงไขมันให้ใบหน้าได้สัดส่วนความสวยงาม ไม่ดึงจนโหนกแก้มสูง และทำให้แก้มตอบ ในบางครั้งคนที่เหมาะร่องแก้มลึกมากๆ หมอจะใช้เทคนิคการสลายพังผืดบริเวณร่องแก้มและฉีดไขมันร่วมด้วยครับ

ส่วนที่ 4 : ใบหน้าส่วนล่าง (Lower face)

ใบหน้าส่วนล่าง (Lower face) – มุมปาก ร่องน้ำหมาก กรอบหน้าง เหมาะกับผู้ที่มีริ้วรอยบริเวณร่องน้ำหมาก ร่องลึก มุมปากตก ทำให้ใบหน้าดูเศร้า ดูดุ ไม่สดใส และในกลุ่มคนไข้ที่เริ่มมีอายุ มักมีกรอบหน้าไม่ชัด ใบหน้าหย่อนคล้อย ซึ่งเกิดจากการที่ชั้นผิวหนังและเส้นเอ็นยึดเกาะใบหน้ามีการหย่อนตัวลง ทำให้ชั้นไขมันคล้อยตามลงมาด้วย จนมาบดบังกรอบหน้านั่นเองครับ การดึงในจุดนี้เป็นจุดที่ค่อนข้างยากพอสมควรครับ เพราะจะมีแนวเส้นประสาทเลี้ยงกล้ามเนื้อมุมปากที่แพทย์ผู้ผ่าตัดต้องคอยระวัง ถ้าผ่าตัดไม่ระมัดระวังอาจทำให้เกิดมุมปากเบี้ยวชั่วคราวหรือในบางราย อาจถึงขั้นเป็นถาวรเลยก็ได้ครับ

ส่วนที่ 5 : ลำคอด้านข้าง (Lateral neck)

ลำคอด้านข้าง (Lateral neck) – กรอบหน้า รอยเหี่ยวย่นด้านข้างลำคอ การดึงคอด้านข้าง มักทำร่วมกับการดึงคอด้านหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ที่มีร่องลึกที่ลำคอ มีรอยเหี่ยวย่นที่ลำคอและเหนียง กล้ามเนื้อคอด้านข้างไม่ชัดเจน การดึงจุดนี้มักมีแผลอ้อมไปด้านหลังหูและซ่อนในไรผมบริเวณหลังหูครับ การดึงที่ดีจะทำให้เห็นกรอบหน้าชัดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณมุมกรามครับ ทำให้การถ่ายรูปมุมไหน ก็สวยทุกมุมครับ

ส่วนที่ 6 : ลำคอด้านหน้า (Anterior neck / V-neck lift)

ลำคอด้านหน้า (Anterior neck / V-neck lift) – เหนียงใต้คาง กล้ามเนื้อลำคอที่มักแยกเป็น 2 เส้น การดึงคอด้านหน้า หรือ V-neck program เป็นโปรแกรมที่ผมคิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาคอเหี่ยว คอย่น เหนียงห้อย ในคนไข้ครับ ซึ่งเหมาะกับคนไข้หลายแบบครับ หลักๆจะแบ่งเป็นกลุ่มคนอายุน้อยที่มีกล้ามเนื้อคอแยกแต่กำเนิด ทำให้มีเหนียงห้อย คล้อย และคนที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ก็จะมีเหนียงลักษณะเดียวกันครับ อีกกลุ่มคือ กลุ่มคนสูงอายุ ซึ่งเกิดจากผิวหนังหย่อนคล้อย ผิวบางตัวลง ทำให้ไขมันใต้ชั้นผิวหนังดันออกมาได้มากขึ้น ร่วมกับกล้ามเนื้อคอหย่อนมากขึ้น และในบางรายอาจจะมีต่อมน้ำลายโตด้วยครับ ดังนั้นจะเห็นว่าการดึงลำคอด้านหน้า ต้องอาศัยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์และวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงหาวิธีการแก้ไขให้ตรงจุดมากที่สุดครับ การรักษาหลักๆ จะประกอบด้วย

ดังนั้นจะเห็นว่าการดึงลำคอด้านหน้า ต้องอาศัยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์และวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงหาวิธีการแก้ไขให้ตรงจุดมากที่สุดครับ  การรักษาหลักๆ จะประกอบด้วย

  • การดูดไขมันกรอบหน้า เหนียง
  • การตัดไขมันขั้นลึก
  • การตัดต่อมน้ำลาย
  • การเย็บกล้ามเนื้อชั้นลึก
  • การเย็บกล้ามเนื้อชั้นตื้น
  • การทำ J-plasma เพื่อให้ผิวหนังกระชับมากขึ้น

5. ขั้นตอนการดึงหน้า

8 ขั้นตอนการดึงหน้า Ultimate Facelock

การดึงหน้า ขั้นตอนที่ 1 :

ผมจะประเมินความหย่อนคล้อยของคนไข้จากการตรวจร่างกาย รวมถึงอาจมีการสร้างภาพ 3 มิติ ด้วยโปรแกรม 3D simulation ของทางคลินิกเพื่อให้คนไข้เห็นภาพผลลัพธ์หลังทำ ก่อนที่จะเริ่มการผ่าตัด เพื่อช่วยสื่อสารระหว่างหมอและคนไข้ให้เข้าใจตรงกันมากขึ้นครับ

การดึงหน้า ขั้นตอนที่ 2 :

ต่อมาจะเริ่มวาดรูปบริเวณใบหน้าของคนไข้ เพื่อประเมินจุดหย่อนคล้อย ทิศทางการดึง รวมถึงการลงแผลผ่าตัดครับ

การดึงหน้า ขั้นตอนที่ 3 :

หลังจากวิสัญญีแพทย์เริ่มดมยาสลบแล้ว จะเริ่มทำการฉีดยาชาบริเวณแผลผ่าตัดเพื่อลดการเลือดออกขณะผ่าตัด และเริ่มเปิดในชั้นผิวหนังและไขมัน ครับ และระหว่างผ่าตัดก็จะมีการสื่อสารกับวิสัญญีแพทย์แพทย์ตลอด เช่น การควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงจนเกินไป เพื่อลดการเสียเลือด ทั้งนี้เพื่อให้คนไข้ของเราปลอดภัยมากที่สุดนั่นเองครับ

การดึงหน้า ขั้นตอนที่ 4 :

ในขั้นตอนต่อไป คือการดึง SMAS หรือกล้ามเนื้อชั้นลึก เพื่อให้ผลลัพธ์ยาวนานและดูเป็นธรรมชาติที่สุดครับ ซึ่งการดึงในชั้นนี้ต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญของแพทย์ผู้ผ่าตัดเป็นอย่างมากครับเนื่องจากใต้ชั้น SMAS จะมีเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าวิ่งอยู่ ถ้าหากผ่าตัดโดยไม่รู้ตำแหน่งของเส้นประสาทอาจจะมีผลเสียทำให้ใบหน้าเกิดความพิการชั่วคราวหรือถาวรได้ครับ

SMAS คืออะไร

SMAS ย่อมาจาก

Superficial Musculo Aponeurotic System

SMAS เป็นชั้นเนื้อเยื่อสำคัญของกล้ามเนื้อใบหน้า มีโครงสร้างเป็นเนื้อเยื่อพังผืดห่อหุ้มกล้ามเนื้อ โดยจะมีตำแหน่งอยู่ที่ใต้ชั้นผิวหนังและไขมันครับ

โดยปกติโครงสร้างใบหน้าที่เรารู้จักนั้นจะมีด้วยกัน 3 ชั้น คือ ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis), ชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมัน (Subcutis)

  • ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เป็นชั้นที่อยู่นอกสุด มีความหนาประมาณ 0.05-0.1 มิลลิเมตร ทำหน้าที่ปกป้องผิวเราจากมลพิษ แบคทีเรียและป้องกันการสูญเสียน้ำ
  • ชั้นหนังแท้ (Dermis) เป็นชั้นที่ความหนาและมีความยืดหยุ่น ประกอบไปด้วยคอลลาเจน (80-85%) และ อิลาสติน (2-4%) ทำหน้าที่ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี ดูอ่อนเยาว์ ชุ่มชื้น ยืดหยุ่น ดูเต่งตึง
  • ชั้นไขมัน (Subcutis) เป็นชั้นที่อยู่ในสุดของชั้นผิวหนัง มีความหนาถึง 10 เซนติเมตร ประกอบด้วย เซลล์ไขมัน (adipocytes & special collagen fibres) ซึ่งจะอยู่กันเป็นก้อน (fat lobules) นอกจากนี้ยังมีโปรตีนคอลลาเจน และหลอดเลือดต่างๆ ทำหน้าที่กักเก็บพลังงาน และเป็นเกราะป้องกันการกระแทกให้กับอวัยวะภายใน

ชั้นผิว SMAS จะมีคอลลาเจนแนวนอนที่เกาะกันเป็นเส้นใย มีความแข็งแรงและทนทาน หากชั้นผิว SMAS เสื่อมลงก็จะส่งผลให้เกิดการหย่อนคล้อยของใบหน้า มีร่องแก้มลึก แก้มหย่อน มีไขมันใต้คาง ร่องน้ำหมาก ดังนั้น หากเราต้องการยกกระชับผิวที่เห็นผลลัพธ์ได้นานและมีประสิทธิภาพ จะต้องยกกระชับให้ลงลึกถึงชั้นผิว SMAS เท่านั้นครับ

ชั้น SMAS มีประโยชน์อย่างไร ?

อย่างที่หมอได้กล่าวไปข้างต้นว่า ชั้นเนื้อเยื่อ SMAS คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้หน้าของเราดูอ่อนกว่าวัย นั่นเป็นเพราะว่าชั้น SMAS มีความสัมพันธ์กับผิวหนังและชั้นไขมันใต้ผิวหนังด้านบน หากชั้นผิว SMAS ถูกดึงให้ตึงขึ้น ก็จะส่งผลให้ผิวชั้นบนดูเต่งตึงตามไปด้วย ผลที่ตามมาคือใบหน้าของเราก็จะดูยกกระชับมากยิ่งขึ้นครับ

การดึงหน้า ขั้นตอนที่ 5 :

หลังจากดึงในชั้น SMAS แล้ว คุณหมอจะตัดผิวหนังและไขมันส่วนเกินออก รวมถึงจัดเรียง ย้ายไขมันบริเวณใบหน้าให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

การดึงหน้า ขั้นตอนที่ 6 :

ในคนไข้บางราย หากมีภาวะเลือดออกมากกว่าปกติ ผมจะใส่สายระบายเล็กๆไว้ให้บริเวณหลังหูและถอดออกภายในเวลาไม่เกิน 24-48 ชั่วโมง แต่ถ้าเลือดออกไม่มากก็ไม่จำเป็นต้องใส่สายระบายเลือดครับ

การดึงหน้า ขั้นตอนที่ 7 :

จากนั้นจะเริ่มทำการเย็บปิดแผลทีละชั้น ทั้งหมด 3 ชั้น ซึ่งในขั้นตอนนี้มักจะใช้เวลาค่อนข้างนาน ประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ได้แผลที่สวยงามและซ่อนแผลมากที่สุดครับ

การดึงหน้า ขั้นตอนที่ 8 :

เมื่อเย็บปิดแผลเสร็จ ทางทีมแพทย์และผู้ช่วยจะสระผมให้คนไข้เพื่อกำจัดคราบเลือดออก ให้สะอาด เนื่องจากคนไข้จะยังไม่สามารถสระผมได้ในช่วง 5-7 วันแรกครับ และจะมีการพันผ้ารัดหน้าเพื่อลดการบวมของใบหน้า และเมื่อครบ 24 ชั่วโมงจะทำการเปิดแผลและเปลี่ยนเป็นชุดกระชับใบหน้าอีกครั้งครับ

6. แผลผ่าตัดในแต่ละส่วนเป็นอย่างไรบ้าง

การวางตำแหน่งแนวแผลผ่าตัดเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการผ่าตัดดึงหน้า เพราะการวางตำแหน่งแผลที่ดีจะช่วยซ่อนรอยแผลให้มองไม่เห็นได้ และทำให้คนไข้มั่นใจมากขึ้นครับ

เป้าหมายของการลงแผลผ่าตัดในการผ่าตัดดึงหน้า มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ

  1. เพื่อเปิดเข้าไปจัดการกับเนื้อเยื่อชั้นลึก เช่น กล้ามเนื้อชั้น SMAS ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเย็บกล้ามเนื้อเข้าด้วยกัน เพื่อทำให้กล้ามเนื้อชั้นลึกมีความตึงขึ้น (SMAS plication) หรือ จะเป็นการเลาะไปใต้ชั้น SMAS แล้วดึงให้ตึง (Deep plane facelift)
  2. เพื่อจัดวางตำแหน่งแผลใหม่ และตัดผิวหนังส่วนเกิน เพื่อให้ผิวด้านบนกระชับมากขึ้น

การลงแผลผ่าตัดดึงหน้า จะประกอบด้วยไปด้วย 3 ตำแหน่งด้วยกัน คือ

  1. บริเวณช่วงขมับ
  2. บริเวณหน้าหู
  3. บริเวณหลังหู

การลงแผลในช่วงขมับ

การลงแผลบริเวณนี้ จุดประสงค์คือ ศัลยแพทย์มักจะใช้เพื่อดึงหน้าส่วนบนช่วงขมับ ตีนกา หางตา หรืออาจจะลงไปถึงบริเวณใบหน้าช่วงกลาง เช่น ร่องแก้มหย่อนคล้อย โดยปกติแล้วศัลยแพทย์สามารถเลือกลงแผลได้ 2 ตำแหน่งครับ โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย หลักๆ คือดูระยะห่างระหว่างไรผมและขอบกระดูกเบ้าตาด้านนอก ถ้าหากระยะนี้มากกว่า 4-5 ซม. จะแนะนำลงแผลชิดไรผมด้านหน้ามากกว่าครับ เพราะถ้าหากลงแผลในไรผม จะดึงให้ไรผมเลื่อนถอยหลังไปมากกว่าเดิมและทำให้ระยะห่างระหว่างไรผมและขอบกระดูกเบ้าตาด้านนอกห่างมากกว่าเดิม

การลงแผลทั้ง 2 แบบ มีข้อดี-ข้อเสีย ดังนี้

การลงแผลแบบที่ 1 :
การลงแผลชิดไรผมด้านหน้า

ลำคอด้านหน้า (Anterior neck / V-neck lift)
เหนียงใต้คาง กล้ามเนื้อลำคอที่มัก

ข้อดี

  • สามารถดึงผิวหนังให้ตึงได้มากกว่า เนื่องจากระยะจากจุดที่ดึงใกล้กว่า การลงแผลแบบในไรผม
  • ลดโอกาสเสี่ยงต่อผมร่วง จากการที่รากผมได้รับอันตราย (Hair root injury)

ข้อเสีย

  • ผมร่วงจากการที่รากผมได้รับอันตราย เมื่อลงแผลในไรผม
  • เห็นแผลเป็นด้านหน้า ซึ่งจะเห็นแผลชัดกว่าการลงแผลในไรผม

การลงแผลแบบที่ 2 :
การลงแผลในไรผม

ข้อดี

  • สามารถซ่อนแผลได้ ในไรผม

ข้อเสีย

  • ดึงให้ผิวหนังให้ตึงได้น้อยกว่า การลงแผลแบบชิดไรผมด้านหน้า
  • มีโอกาสเสี่ยงที่รากผมจะได้รับอันตราย และผมไม่ขึ้นชั่วคราว

การลงแผลหน้าหู

การลงแผลบริเวณนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อที่จะดึงหน้าในส่วนกลางและส่วนล่างเป็นหลัก เช่น ปัญหาร่องแก้มเยอะ แก้มหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด เป็นต้นครับ และในส่วนด้านหน้าของหู รอยแผลผ่าตัดสามารถอยู่ในตำแหน่งหน้ากระดูกอ่อนหู Tragus (pretragal) หรือขนานไปกับขอบของกระดูกอ่อนหู tragus ครับ

ก่อนที่จะตัดสินใจทำการผ่าตัดที่ขอบกระดูกอ่อนหู tragus ควรเปรียบเทียบคุณภาพของผิวหนังที่ขอบกระดูกอ่อนหู tragus และผิวหนังใบหน้า หากความแตกต่างมากเกินไป การดึงผิวหนังแก้มที่หนาไปยังขอบกระดูกอ่อนหู tragus อาจเป็นปัญหาได้ เนื่องจากผิวหนังที่คลุมขอบกระดูกอ่อนหู tragus อาจมีความหนามากเกินไป ทำให้ไม่เห็นรูปร่างของตัวกระดูกอ่อนหูที่ชัดเจน ทำให้หูดูผิดรูปได้ครับ


การลงแผลหน้าหูจะแบ่งออกเป็น 2 วิธี ด้วยกันคือ

1. การลงแผลแบบหน้ากระดูกอ่อนหู (Pretragal)

ข้อดี คือ ปัญหาเรื่องแผลหายช้า หรือผิวหนังตาย จะมีโอกาสเกิดน้อยกว่า การลงแผลแบบขนานไปกับขอบของกระดูกอ่อนหู (Tragal) ในผู้ชาย การลงแผลแบบนี้จะไม่ทำให้จอนหรือขนไปขึ้นบริเวณกระดูกอ่อนหู

ข้อเสีย คือ แผลเป็นจะเห็นได้ชัดกว่าการลงแผลแบบขนานไปกับขอบของกระดูกอ่อนหู (Tragal)

2. การลงแผลแบบขนานกับขอบของกระดูกอ่อนหู (Tragal)

ข้อดี คือ สามารถซ่อนรอยแผลได้ แต่ต้องระมัดระวังในการบางลงของผิวหนังที่คลุมบริเวณกระดูกอ่อนหูเพื่อเลียนแบบลักษณะของขอบกระดูกอ่อนหู tragus ที่เป็นธรรมชาติ

ข้อเสีย คือ การที่ต้องทำให้ผิวหนังบริเวณนี้บางมากๆ อาจมีผลต่อการหายของแผล หรือแผลหายช้าได้มากกว่าการลงแผลแบบหน้ากระดูกอ่อนหู

ในความเห็นของผม สำหรับคนไข้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ มีเวลาค่อนข้างน้อย ผมมักจะแนะนำ การลงแผลบริเวณหน้ากระดูกอ่อนหู tragus เพราะเดิมทีเราก็มีรอยพับที่อยู่หน้าหูเดิมอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อแผลหายแล้วประมาณ 6 เดือน – 1 ปี แผลก็มักจะซ่อนตามรอยเดิม ร่วมกับโอกาสเกิดปัญหาเรื่องแผลหายช้ามีน้อยมาก ดังนั้นการลงแผลแบบนี้มักจะมีแนวโน้มทำให้คนไข้ไม่ต้องกังวลเรื่องแผลและกลับไปใช้ชีวิตได้เร็วกว่าครับ

การลงแผลหลังหู

การลงแผลหลังหูมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดแผล เข้าไปดึงในส่วนของใบ หน้าช่วงล่างและลำคอ โดยแผลมักจะอ้อมติ่งหูดังภาพและเข้าไปซ่อนบริเวณร่องหลังใบหู จากนั้นแผลจะขึ้นไปแนวร่องจนถึงจุดที่ใบหูกว้างที่สุด และวกกลับมาเข้าบริเวณผมหลังใบหู ทำให้แผลบริเวณแทบจะมองไม่เห็น แม้ว่าคนไข้จะรวบผมก็ตาม

7. การดูแลตัวเองก่อนผ่าตัดดึงหน้า

1. ตรวจเช็คสุขภาพและโรคประจำตัวอย่างละเอียด เพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนการผ่าตัด เนื่องจากโรคประจำตัวบางอย่างหากควบคุมอาการไม่ดี ก็อาจจะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงตามหลังการผ่าตัดได้ครับ เช่น โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ดี มักจะมีผลทำให้เลือดออกค่อนข้างมากระหว่างผ่าตัด ทำให้การผ่าตัดยากขึ้นและใช้เวลานานขึ้นครับ นอกจากนี้ยังอาจจะทำให้เลือดออกหลังผ่าตัดได้ ทำให้มีอาการบวมช้ำนาน ใบหน้าเข้ารูปช้ากว่าปกติ

2. ควรงดสูบบุหรี่ 1 เดือน ก่อนการผ่าตัด เพราะจากงานวิจัย พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงของแผลหายช้ามากกว่าคนทั่วไปถึง 12 เท่า ซึ่งทำให้แผลเป็นไม่สวยงาม หรือบางครั้งถึงขั้นติดเชื้อได้ครับ

3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1-2 สัปดาห์ ก่อนการผ่าตัด เพราะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจจะทำให้เลือดออกระหว่างผ่าตัดได้ค่อนข้างมากเช่นกัน และทำให้อาการบวมช้ำนานหลังผ่าตัด

4. งดยาและวิตามินที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด 2-4 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด เช่น ยาต้านเกล็ดเลือดในกลุ่ม Aspirin , น้ำมันตับปลา, Vitamin E, คอลลาเจน เป็นต้น

5. ในเคสที่ต้องดมยาสลบ ต้องงดน้ำ งดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด เพราะการไม่งดน้ำ งดอาหาร อาจทำให้มีอาการสำลักระหว่างที่หมอดมยาใส่ท่อช่วยหายใจได้

6. ใส่เสื้อผ้าที่หลวมและสบาย งดใส่ contact lens งดติดขนตาปลอม งดแต่งหน้าและงดทาเล็บก่อนการผ่าตัด เพราะการทาเล็บอาจจะทำให้หมอดมยาไม่สามารถติดเครื่องวัดออกซิเจนบริเวณปลายนิ้วของคนไข้ได้ครับ

7. สระผมก่อนมาผ่าตัด งดการใช้สเปรย์ เจล รวมถึงครีมนวดผมก่อนการผ่าตัด เพราะจะทำให้การมัดผมเพื่อเตรียมผ่าตัดทำได้ยากครับ

8. งดฉีด Botox หรือ filler 3-6 เดือนก่อนผ่าตัด

9. งดร้อยไหม 3-6 เดือน ก่อนผ่าตัด เช่นเดียวกันครับ เพราะจะทำให้การประเมินรูปหน้าคลาดเคลื่อนได้ และอาจทำให้ผลลัพธ์ของการผ่าตัดดึงหน้าไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้การร้อยไหมยังทำให้เกิดพังผืดได้ง่าย ซึ่งมีผลทำให้การผ่าตัดดึงหน้ายากขึ้นครับ

8. การดูแลหลังผ่าตัด / ข้อปฏิบัติหลังผ่าตัดดึงหน้า

1. ควรประคบเย็นในช่วง 7 วันแรกของการผ่าตัด เพราะในช่วงแรกมักจะมีปัญหาความบวมช้ำ เลือดออกเยอะ การประคบเย็นจะช่วยทำให้หลอดเลือดมีการหดตัว ทำให้เลือดออกน้อยลง

2. ควรนอนหัวสูง 45-90 องศา หรือหนุนหมอน 2 ใบ อย่างน้อยติดต่อกัน 3 วันแรก ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เลือดไหลกลับไปบริเวณศีรษะมากเกินไป ซึ่งจะทำให้อาการบวม เป็นมากขึ้นได้

3. ไม่ควรนอนตะแคงเป็นระยะเวลา 1 เดือน เพราะจะทำให้เกิดการกดทับผิวหน้าบริเวณด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ทำให้รูปหน้าอาจจะไม่เท่ากันได้

4. งดกิจกรรมที่อาจจะทำให้เกิดการกระทบกระแทกบริเวณที่ผ่าตัดในช่วง 1 เดือนแรก เนื่องจากอาจจะทำให้แผลผ่าตัดหรือกล้ามเนื้อชั้นลึกที่เย็บไว้มีปัญหาตามมาได้

5. หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดด ความร้อนจัด อยู่หน้าเตาเป็นเวลานาน เป็นเวลา 1 เดือน เพราะอาจจะทำให้แผลบวมแดงขึ้นมาได้ นอกจากนี้หากแผลโดนแสง UV ในช่วง 3-6 เดือนแรก จะมีโอกาสทำให้เกิดแผลเป็นมีรอยคล้ำมากขึ้น (Postinflammatory hyperpigmentation)

6. ควรสังเกตอาการผิดปกติบริเวณใบหน้า เช่น ใบหน้าบวมมากขึ้นมั้ย มีก้อนเลือดตำแหน่งไหนบ้าง แผลบวมแดงมากขึ้นหรือไม่

7. ทำแผลโดยใช้น้ำเกลือสะอาด Normal saline เช็ดให้คราบสกปรกออกจากแผลก่อน จากนั้นทาแผลด้วยขี้ผึ้งฆ่าเขื้อ เช่น terramycin ointment โดยปกติมักแนะนำให้ทำแผล วันละ 2 ครั้ง

8. งดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของหมักดอง อาหารทะเล อาหารแสลง อย่างน้อย 1 เดือน เพื่อป้องกันแผลบวมแดง แผลติดเชื้อ

9. หลีกเลี่ยงการโดนน้ำอย่างน้อย 7 วัน จนกว่าจะตัดไหม เพราะอาจจะทำให้แผลติดเชื้อ แผลแยกตามมาได้

10. ควรรัดหน้าด้วยชุดกระชับอย่างถูกต้องตามที่แพทย์แนะนำ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ในช่วง 7 วันแรก อาจจะถอดตอนอาบน้ำได้ และใส่ต่อเนื่องอย่างน้อย 12 ชั่วโมง/วัน หรือในเวลานอน จนครบ 1 เดือน และเมื่อครบ 1 เดือน ให้เริ่มนวดหน้าด้วยเครื่องยกกระชับ RF เพื่อจัดเรียงคอลลาเจนให้กลับมาเป็นปกติเร็วที่สุด

11. เริ่มใช้ยาทาลดรอยแผลเป็น ตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป เพื่อป้องกันแผลเป็นนูน

12. มาพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจเช็คอาการต่างๆ รวมถึงแผลผ่าตัด โดยปกติจะนัด ที่ 1 สัปดาห์, 2 สัปดาห์, 1 เดือน, 3 เดือน, 6 เดือน, 1 ปี, 2 ปี ครับ

9. ความเสี่ยงและผลข้างเคียงจากการผ่าตัด

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังจากการผ่าตัดดึงหน้า หรือที่เราเรียกว่า rhytidectomy หรือ facelift นั้น อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากกลุ่มคนไข้ กลุ่มนี้มักจะเป็นวัยสูงอายุ เป็นส่วนมากครับ ดังนั้นแน่นอนว่าย่อมหนีไม่พ้นโรคประจำตัวต่างๆที่ตามมา ซึ่งโดยปกติแล้วผมจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของคนไข้ครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากการผ่าตัดนี้เป็นการผ่าตัดที่ไม่เร่งด่วนเช่นเดียวกับการผ่าตัดอื่น ๆ ดังนั้นการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ

การคัดเลือกผู้ป่วยอย่างเหมาะสม ความเชี่ยวชาญในกายวิภาคที่เกี่ยวข้อง การให้ความสนใจในเทคนิคการผ่าตัดอย่างละเอียด และการดูแลหลังผ่าตัดอย่างรอบคอบ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดดึงหน้า ทั้งสิ้นครับ ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยจากการผ่าตัดดึงหน้ามีดังนี้ครับ

1. ภาวะเลือดคั่ง

เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดในการผ่าตัดดึงหน้า จากการเก็บรวบรวมงานวิจัยทั่วโลกพบว่า อัตราการเกิดเลือดคั่งอยู่ที่ 1.8-2% ซึ่งการเกิดเลือดคั่ง หากเป็นมาก นับเป็นภาวะกึ่งฉุกเฉินที่จำเป็นต้องรีบได้รับการรักษาครับ เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้เกิดปัญหาผิวหนังขาดเลือด ผิวหนังตาย หรือการอักเสบติดเชื้อตามมาได้ครับ เนื่องจากก้อนเลือดที่คั่งอยู่จะไปกดเส้นเลือดที่อยู่บริเวณผิวหนัง ทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงผิวหนังส่วนปลาย บริเวณขอบแผลครับ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะเลือดคั่ง มีหลากหลายปัจจัย ดังนี้

  • ความดันโลหิตตัวบน หรือที่เรียกว่า Systolic blood pressure สูงเกิน 150 mmHg (เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดคั่ง 3.6 เท่า)
  • เพศชาย (เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดคั่ง 2.8)
  • การกินยากลุ่ม Aspirin หรือ NSAID (เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดคั่ง 2.0 เท่า)
  • การสูบบุหรี่ (เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดคั่ง 2.0)
  • BMI > 25 (พบได้ในบางงานวิจัย)

ดังนั้นการควบคุมปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากแพทย์ไม่ได้ซักประวัติ หรือถามเพิ่มเติมจากคนไข้ อาจทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ตามมาได้ครับ

นอกจากนี้ศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ยังควรควบคุมปัจจัยอื่นๆ ที่อาจจะมีส่งผลต่อการเกิดเลือดคั่งได้ เช่น

  • ขณะผ่าตัด – สามารถสื่อสารกับวิสัญญีแพทย์เพื่อลดระดับความดันโลหิตไม่ให้สูงจนเกินไป เพื่อไม่ให้เลือดออกมากขณะผ่าตัด , การให้ยาเพื่อช่วยไม่ให้เลือดออกมากขณะผ่าตัด หรือการใส่สายระบายเลือดในกรณีที่มีการดึงหน้าหลายส่วน เพื่อป้องกันภาวะเลือดครั่ง
  • หลังผ่าตัด – การให้ยาระงับปวดและยาคลายเครียดที่เหมาะสม และการให้ยาเพื่อลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน

หากเกิดภาวะเลือดคั่งไม่มาก อาจจะใช้วิธีการพันหน้า ใส่ชุดกระชับ และรอจนก้อนเลือดค่อยๆสลายไป แต่อาจจะใช้เวลาค่อนข้างนานและจะมีอาการปวดเล็กน้อยบริเวณที่เลือดคั่งได้ แต่หากเกิดภาวะเลือดคั่งปริมาณมาก ศัลยแพทย์จำเป็นจะต้องผ่าตัดเพื่อระบายเลือดคั่งในห้องผ่าตัดอีกครั้งครับ

2. ภาวะผิวหนังตาย หรือเนื้อตาย

โดยปกติแล้ว ภาวะนี้มักจะพบได้บ้างหากเป็นไม่มาก โดยอัตราการเกิดภาวะนี้จะอยู่ที่ 3-4% ในกรณีที่เป็น Minor skin necrosis หรือภาวะเนื้อตายที่เป็นไม่มากครับ อย่างที่กล่าวไปแล้วครับว่า สาเหตุนึงที่เราพบภาวะผิวหนังตายหรือเนื้อตาย เกิดจากเลือดคั่งนั่นเอง แต่ก็ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดภาวะนี้ครับ เช่น

การสูบบุหรี่

เพิ่มความเสี่ยง 12.46 เท่า เทียบกับคนไข้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ เนื่องจากในคนที่สูบบุหรี่จะมีภาวะหลอดเลือดตีบอยู่แล้วครับ ทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังได้น้อยกว่าคนทั่วไปครับ และหากคนไข้ยังสูบบุหรี่อยู่ หมอแนะนำควรหยุดอย่างน้อย 4 อาทิตย์ขึ้นไปครับ

เทคนิคการผ่าตัด

เช่น ผิวหนังที่ตึงจนเกินไปจากวิธีการผ่าตัดดึงหน้าแบบตัดผิวหนังเพียงอย่างเดียว (Skin-only facelift) หรือ การเลาะผิวหนังที่กว้างจนเกินไป ล้วนแต่มีความเสี่ยงทำให้เกิดภาวะเนื้อตายหรือผิวหนังตายได้ง่ายขึ้นครับ

อย่างไรก็ตามหากพบภาวะนี้หลังการผ่าตัด เราสามารถให้การรักษาได้อย่างเบื้องต้น คือการทำแผลด้วยวิธีที่ถูกต้องโดยศัลยแพทย์ตกแต่งที่คุ้นเคยกับการรักษาแผลประเภทนี้ ร่วมกับการดูแลแผลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้จากงานวิจัยและประสบการณ์ของหมอ พบว่าการส่งผู้ป่วยไปทำ Hyperbaric oxygen therapy (การรักษาแผลด้วยออกซิเจนความดันสูง) จะช่วยทำให้แผลหายได้เร็วและควบคุมภาวะเนื้อตายไม่ให้เป็นกว้างมากขึ้นได้อย่างดีครับ

สุดท้ายแล้วแผลที่เกิดภาวะเนื้อตายบางส่วนมักจะหายได้เองครับ แต่อาจจะใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ ขึ้นกับปัจจัยที่ตัวคนไข้เอง (โรคประจำตัว, พันธุกรรม) และการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดครับ

3. ภาวะติดเชื้อ

จากงานวิจัยทั่วโลก ในคนไข้ที่ทำการผ่าตัดดึงหน้า 6166 คน พบว่า อัตราการติดเชื้อนั้นต่ำมากครับ อยู่ท่ี 0.18 % เท่านั้น ที่ต้องการการรักษาแบบนอนในโรงพยาบาล เนื่องจากการผ่าตัดดึงหน้านั้น มักไม่มีสื่งแปลกปลอมใดๆ ที่แพทย์ต้องใส่เข้าไปในร่างกายของเราครับ

โดยปกติแล้วศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดมักจะให้ยาฆ่าเชื้อชนิดฉีดก่อนผ่าตัดและให้ยาฆ่าเชื้อแบบกินหลังผ่าตัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อครับ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องระวังและหมอมักจะถามคนไข้เสมอคือ โรคเบาหวานครับ เพราะโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี (ระดับน้ำตาลสะสม หรือ ที่เรียกว่า HbA1C ที่สูงมากกว่า 7) มักจะมีความเสี่ยงที่แผลจะหายช้า และมีโอกาสที่แผลติดเชื้อได้ง่ายครับ

ทั้งนี้การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันครับ เช่น

  • การงดอาหารแสลง ของหมักดอง อาหารทะเล อาหารรสจัด อย่างน้อย 1 เดือน เพราะอาหารจำพวกนี้อาจจะทำให้แผลบวมแดงติดเชื้อตามมาได้ครับ
  • การทำแผลด้วยเทคนิคที่สะอาดและถูกต้อง โดยหลังการผ่าตัด เราจะมีทีมแพทย์และพยาบาลที่คอยทำแผลให้คนไข้ในช่วงที่อยู่ในโรงพยาบาลครับ รวมถึงการสอนวิธีทำแผลที่ถูกต้อง เพื่อให้คนไข้กลับไปทำแผลหลังจากออกจากโรงพยาบาลครับ
  • การงดโดนน้ำบริเวณแผลผ่าตัด จนถึงวันตัดไหม หรือวันที่ถอดแม็กซ์ทางการแพทย์ออกครับ

4. ภาวะเส้นประสาทบาดเจ็บ

เส้นประสาทของใบหน้าเรามีทั้งเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทรับความรู้สึกครับ ปกติแล้วเมื่อเรามีการผ่าตัดเลาะผิวหนังส่วนใดก็ตาม ผิวหนังส่วนนั้นๆ มักจะมีอาการชาตามมาเสมอครับ เนื่องจากมีการทำลายเส้นประสาทรับความรู้สึกบางส่วนไป ในช่วงแรกอาการชามักเป็นวงกว้างตามตำแหน่งที่เราเลาะไปใต้ผิวหนัง และจะค่อยๆแคบลงเรื่อยๆ เมื่อระยะเวลาผ่านไป โดยมักจะกลับมาเป็นปกติในช่วง 3-6 เดือนครับ

สำหรับเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้านั้น จะมีหลักๆอยู่ 5 คู่ดังภาพครับ

เส้นประสาทที่สำคัญ คือ เส้นที่วิ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่ช่วยยักคิ้ว หรือ Temporal branch และ เส้นที่วิ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่ช่วยดึงมุมปากลงล่าง หรือ Marginal mandibular branch ครับ เพราะ เส้นประสาททั้ง 2 เส้นนี้ จะมีเพียงเส้นเดียว และไม่มีการเชื่อมต่อกับเส้นประสาทแขนงอื่นๆ ดังนั้นหากเส้นประสาทได้รับการบาดเจ็บ ก็มักจะมีอาการแสดงได้ชัดเจนกว่าเส้นประสาทเส้นอื่นๆครับ

อาการแสดงที่พบได้ เช่น

  • ยักคิ้วไม่ได้ – เส้นประสาทแขนง Temporal ได้รับการบาดเจ็บ
  • ยิ้มไม่เท่ากัน ยิ้มแล้วไม่เห็นฟันล่าง – เส้นประสาทแขนง Marginal mandibular branch บาดเจ็บ

จากงานวิจัยทั่วโลกพบว่าโอกาสเกิดเส้นประสาทบาดเจ็บอยู่ที่ 3-4 % สาเหตุที่พบบ่อยมาจากการที่เส้นประสาทอาจจะมีการบวม อักเสบ จากการดึงรั้ง การจี้ด้วยเครื่องจี้ไฟฟ้าเพื่อหยุดเลือด หรือแม้กระทั่ง การดูดไขมันเหนียงกรอบหน้า ก็อาจจะส่งผลให้เส้นประสาทมีการบาดเจ็บได้เช่นกันครับ

สำหรับวิธีป้องกัน หลักๆจะเป็นเรื่องของเทคนิคการผ่าตัดเป็นส่วนใหญ่ครับ หากศัลยแพทย์รู้ตำแหน่งของเส้นประสาทอย่างดี รู้จักเทคนิคการผ่าตัดที่จะหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บของเส้นประสาทได้ ก็จะทำให้โอกาสเกิดน้อยลงมากๆครับ

หากเกิดอาการที่เกิดจากเส้นประสาทบาดเจ็บแล้ว สิ่งที่รักษาได้เบื้องต้นเลย คือ การให้ผู้ป่วยกินยา Vitamin B Complex (B1,B6,B12) เพื่อช่วยบำรุงและฟื้นฟูเส้นประสาท หากมีอาการรุนแรง จะมีการส่งตัวผู้ป่วยเพื่อไปกระตุ้นเส้นประสาทและกล้ามเนื้อที่เกิดการบาดเจ็บ โดยการรักษาแบบมาตรฐาน คือ Electrical stimulation (ES) หรือ การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีเทคนิคที่เรียกว่า Peripheral magnetic stimulation แม้จะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ผลลัพธ์จากงานวิจัยยังไม่ชัดเจนครับ

5. ภาวะหูผิดรูป (Pixie ear deformity)

เป็นภาวะที่หูมีลักษณะถูกดึงรั้งลงมาด้านล่าง ทำให้ติ่งหูดูยาวขึ้น ทั้งนี้สาเหตุหลักๆ มักเกิดจากเทคนิคผ่าตัดที่ศัลยแพทย์นั้น วางตำแหน่งแผลไม่ดี หรือ มักไม่ดึงหน้าในชั้นลึก ดึงแต่ชั้นผิวหนัง จนทำให้แรงตึงที่ผิวหนังค่อนข้างมาก จนดึงรั้งใบหูและติ่งหูให้ผิดรูปได้

หากพบภาวะนี้สามารถผ่าตัดแก้ไขได้ให้กลับมาเป็นปกติ แต่อาจจะต้องรอระยะเวลาให้แผลหายดีก่อน ประมาณ 4-6 เดือน

6. ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึกและลิ่มเลือดอุดตันในปอด (Deep vein thrombosis and Pulmoary embolism)

ภาวะนี้จริงๆแล้วพบได้น้อยมากครับ จากรายงานการวิจัยพบแค่ 0.35% สำหรับ DVT และ 0.14% สำหรับ Pulmonary embolism เท่านั้นครับ อย่างไรก็ตามหากเกิดภาวะนี้แล้ว อาจจะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตครับ ดังนั้นการคัดกรองความเสี่ยงผู้ที่จะเกิดภาวะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งครับ ซึ่งโดยปกติแล้วจะมี score มาเช็คว่า คนไข้แต่ละรายความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน จำเป็นต้องให้การรักษาแบบป้องกันอย่างไรบ้าง (Prophylaxis treatment) ซึ่งผู้ที่มีความเสี่ยงสูงมักจะมีประวัติ เช่น เคยเป็นโรคนี้มาก่อนในครอบครัว, มีประวัติโรคมะเร็ง, อายุมาก, ผ่าตัดใหญ่ เป็นต้นครับ

สำหรับคนไข้ที่ความเสี่ยงไม่มาก อาจจะใช้เพียง เครื่องปั๊มขา (Pneumatic pump) เพื่อทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ขณะนี้เรายังดมยาสลบอยู่ครับ หากความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ศัลยแพทย์อาจจะพิจารณาใช้ยาฉีดเพื่อป้องกันการแข็งตัวของเลือดไว้ก่อน แต่ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะการฉีดยากลุ่มนี้อาจจะทำให้คนไข้เสียเลือดมากระหว่างผ่าตัดได้เช่นกันครับ