ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังจากการผ่าตัดดึงหน้า หรือที่เราเรียกว่า rhytidectomy หรือ facelift นั้น อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากกลุ่มคนไข้ กลุ่มนี้มักจะเป็นวัยสูงอายุ เป็นส่วนมากครับ ดังนั้นแน่นอนว่าย่อมหนีไม่พ้นโรคประจำตัวต่างๆที่ตามมา ซึ่งโดยปกติแล้วผมจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของคนไข้ครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากการผ่าตัดนี้เป็นการผ่าตัดที่ไม่เร่งด่วนเช่นเดียวกับการผ่าตัดอื่น ๆ ดังนั้นการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ
การคัดเลือกผู้ป่วยอย่างเหมาะสม ความเชี่ยวชาญในกายวิภาคที่เกี่ยวข้อง การให้ความสนใจในเทคนิคการผ่าตัดอย่างละเอียด และการดูแลหลังผ่าตัดอย่างรอบคอบ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดดึงหน้า ทั้งสิ้นครับ ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยจากการผ่าตัดดึงหน้ามีดังนี้ครับ
1. ภาวะเลือดคั่ง
เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดในการผ่าตัดดึงหน้า จากการเก็บรวบรวมงานวิจัยทั่วโลกพบว่า อัตราการเกิดเลือดคั่งอยู่ที่ 1.8-2% ซึ่งการเกิดเลือดคั่ง หากเป็นมาก นับเป็นภาวะกึ่งฉุกเฉินที่จำเป็นต้องรีบได้รับการรักษาครับ เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้เกิดปัญหาผิวหนังขาดเลือด ผิวหนังตาย หรือการอักเสบติดเชื้อตามมาได้ครับ เนื่องจากก้อนเลือดที่คั่งอยู่จะไปกดเส้นเลือดที่อยู่บริเวณผิวหนัง ทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงผิวหนังส่วนปลาย บริเวณขอบแผลครับ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะเลือดคั่ง มีหลากหลายปัจจัย ดังนี้
- ความดันโลหิตตัวบน หรือที่เรียกว่า Systolic blood pressure สูงเกิน 150 mmHg (เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดคั่ง 3.6 เท่า)
- เพศชาย (เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดคั่ง 2.8)
- การกินยากลุ่ม Aspirin หรือ NSAID (เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดคั่ง 2.0 เท่า)
- การสูบบุหรี่ (เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดคั่ง 2.0)
- BMI > 25 (พบได้ในบางงานวิจัย)
ดังนั้นการควบคุมปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากแพทย์ไม่ได้ซักประวัติ หรือถามเพิ่มเติมจากคนไข้ อาจทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ตามมาได้ครับ
นอกจากนี้ศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ยังควรควบคุมปัจจัยอื่นๆ ที่อาจจะมีส่งผลต่อการเกิดเลือดคั่งได้ เช่น
- ขณะผ่าตัด – สามารถสื่อสารกับวิสัญญีแพทย์เพื่อลดระดับความดันโลหิตไม่ให้สูงจนเกินไป เพื่อไม่ให้เลือดออกมากขณะผ่าตัด , การให้ยาเพื่อช่วยไม่ให้เลือดออกมากขณะผ่าตัด หรือการใส่สายระบายเลือดในกรณีที่มีการดึงหน้าหลายส่วน เพื่อป้องกันภาวะเลือดครั่ง
- หลังผ่าตัด – การให้ยาระงับปวดและยาคลายเครียดที่เหมาะสม และการให้ยาเพื่อลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน
หากเกิดภาวะเลือดคั่งไม่มาก อาจจะใช้วิธีการพันหน้า ใส่ชุดกระชับ และรอจนก้อนเลือดค่อยๆสลายไป แต่อาจจะใช้เวลาค่อนข้างนานและจะมีอาการปวดเล็กน้อยบริเวณที่เลือดคั่งได้ แต่หากเกิดภาวะเลือดคั่งปริมาณมาก ศัลยแพทย์จำเป็นจะต้องผ่าตัดเพื่อระบายเลือดคั่งในห้องผ่าตัดอีกครั้งครับ
2. ภาวะผิวหนังตาย หรือเนื้อตาย

โดยปกติแล้ว ภาวะนี้มักจะพบได้บ้างหากเป็นไม่มาก โดยอัตราการเกิดภาวะนี้จะอยู่ที่ 3-4% ในกรณีที่เป็น Minor skin necrosis หรือภาวะเนื้อตายที่เป็นไม่มากครับ อย่างที่กล่าวไปแล้วครับว่า สาเหตุนึงที่เราพบภาวะผิวหนังตายหรือเนื้อตาย เกิดจากเลือดคั่งนั่นเอง แต่ก็ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดภาวะนี้ครับ เช่น
การสูบบุหรี่
เพิ่มความเสี่ยง 12.46 เท่า เทียบกับคนไข้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ เนื่องจากในคนที่สูบบุหรี่จะมีภาวะหลอดเลือดตีบอยู่แล้วครับ ทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังได้น้อยกว่าคนทั่วไปครับ และหากคนไข้ยังสูบบุหรี่อยู่ หมอแนะนำควรหยุดอย่างน้อย 4 อาทิตย์ขึ้นไปครับ
เทคนิคการผ่าตัด
เช่น ผิวหนังที่ตึงจนเกินไปจากวิธีการผ่าตัดดึงหน้าแบบตัดผิวหนังเพียงอย่างเดียว (Skin-only facelift) หรือ การเลาะผิวหนังที่กว้างจนเกินไป ล้วนแต่มีความเสี่ยงทำให้เกิดภาวะเนื้อตายหรือผิวหนังตายได้ง่ายขึ้นครับ
อย่างไรก็ตามหากพบภาวะนี้หลังการผ่าตัด เราสามารถให้การรักษาได้อย่างเบื้องต้น คือการทำแผลด้วยวิธีที่ถูกต้องโดยศัลยแพทย์ตกแต่งที่คุ้นเคยกับการรักษาแผลประเภทนี้ ร่วมกับการดูแลแผลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้จากงานวิจัยและประสบการณ์ของหมอ พบว่าการส่งผู้ป่วยไปทำ Hyperbaric oxygen therapy (การรักษาแผลด้วยออกซิเจนความดันสูง) จะช่วยทำให้แผลหายได้เร็วและควบคุมภาวะเนื้อตายไม่ให้เป็นกว้างมากขึ้นได้อย่างดีครับ
สุดท้ายแล้วแผลที่เกิดภาวะเนื้อตายบางส่วนมักจะหายได้เองครับ แต่อาจจะใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ ขึ้นกับปัจจัยที่ตัวคนไข้เอง (โรคประจำตัว, พันธุกรรม) และการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดครับ
3. ภาวะติดเชื้อ
จากงานวิจัยทั่วโลก ในคนไข้ที่ทำการผ่าตัดดึงหน้า 6166 คน พบว่า อัตราการติดเชื้อนั้นต่ำมากครับ อยู่ท่ี 0.18 % เท่านั้น ที่ต้องการการรักษาแบบนอนในโรงพยาบาล เนื่องจากการผ่าตัดดึงหน้านั้น มักไม่มีสื่งแปลกปลอมใดๆ ที่แพทย์ต้องใส่เข้าไปในร่างกายของเราครับ
โดยปกติแล้วศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดมักจะให้ยาฆ่าเชื้อชนิดฉีดก่อนผ่าตัดและให้ยาฆ่าเชื้อแบบกินหลังผ่าตัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อครับ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องระวังและหมอมักจะถามคนไข้เสมอคือ โรคเบาหวานครับ เพราะโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี (ระดับน้ำตาลสะสม หรือ ที่เรียกว่า HbA1C ที่สูงมากกว่า 7) มักจะมีความเสี่ยงที่แผลจะหายช้า และมีโอกาสที่แผลติดเชื้อได้ง่ายครับ
ทั้งนี้การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันครับ เช่น
- การงดอาหารแสลง ของหมักดอง อาหารทะเล อาหารรสจัด อย่างน้อย 1 เดือน เพราะอาหารจำพวกนี้อาจจะทำให้แผลบวมแดงติดเชื้อตามมาได้ครับ
- การทำแผลด้วยเทคนิคที่สะอาดและถูกต้อง โดยหลังการผ่าตัด เราจะมีทีมแพทย์และพยาบาลที่คอยทำแผลให้คนไข้ในช่วงที่อยู่ในโรงพยาบาลครับ รวมถึงการสอนวิธีทำแผลที่ถูกต้อง เพื่อให้คนไข้กลับไปทำแผลหลังจากออกจากโรงพยาบาลครับ
- การงดโดนน้ำบริเวณแผลผ่าตัด จนถึงวันตัดไหม หรือวันที่ถอดแม็กซ์ทางการแพทย์ออกครับ
4. ภาวะเส้นประสาทบาดเจ็บ
เส้นประสาทของใบหน้าเรามีทั้งเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทรับความรู้สึกครับ ปกติแล้วเมื่อเรามีการผ่าตัดเลาะผิวหนังส่วนใดก็ตาม ผิวหนังส่วนนั้นๆ มักจะมีอาการชาตามมาเสมอครับ เนื่องจากมีการทำลายเส้นประสาทรับความรู้สึกบางส่วนไป ในช่วงแรกอาการชามักเป็นวงกว้างตามตำแหน่งที่เราเลาะไปใต้ผิวหนัง และจะค่อยๆแคบลงเรื่อยๆ เมื่อระยะเวลาผ่านไป โดยมักจะกลับมาเป็นปกติในช่วง 3-6 เดือนครับ
สำหรับเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้านั้น จะมีหลักๆอยู่ 5 คู่ดังภาพครับ

เส้นประสาทที่สำคัญ คือ เส้นที่วิ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่ช่วยยักคิ้ว หรือ Temporal branch และ เส้นที่วิ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่ช่วยดึงมุมปากลงล่าง หรือ Marginal mandibular branch ครับ เพราะ เส้นประสาททั้ง 2 เส้นนี้ จะมีเพียงเส้นเดียว และไม่มีการเชื่อมต่อกับเส้นประสาทแขนงอื่นๆ ดังนั้นหากเส้นประสาทได้รับการบาดเจ็บ ก็มักจะมีอาการแสดงได้ชัดเจนกว่าเส้นประสาทเส้นอื่นๆครับ
อาการแสดงที่พบได้ เช่น
- ยักคิ้วไม่ได้ – เส้นประสาทแขนง Temporal ได้รับการบาดเจ็บ
- ยิ้มไม่เท่ากัน ยิ้มแล้วไม่เห็นฟันล่าง – เส้นประสาทแขนง Marginal mandibular branch บาดเจ็บ

จากงานวิจัยทั่วโลกพบว่าโอกาสเกิดเส้นประสาทบาดเจ็บอยู่ที่ 3-4 % สาเหตุที่พบบ่อยมาจากการที่เส้นประสาทอาจจะมีการบวม อักเสบ จากการดึงรั้ง การจี้ด้วยเครื่องจี้ไฟฟ้าเพื่อหยุดเลือด หรือแม้กระทั่ง การดูดไขมันเหนียงกรอบหน้า ก็อาจจะส่งผลให้เส้นประสาทมีการบาดเจ็บได้เช่นกันครับ
สำหรับวิธีป้องกัน หลักๆจะเป็นเรื่องของเทคนิคการผ่าตัดเป็นส่วนใหญ่ครับ หากศัลยแพทย์รู้ตำแหน่งของเส้นประสาทอย่างดี รู้จักเทคนิคการผ่าตัดที่จะหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บของเส้นประสาทได้ ก็จะทำให้โอกาสเกิดน้อยลงมากๆครับ
หากเกิดอาการที่เกิดจากเส้นประสาทบาดเจ็บแล้ว สิ่งที่รักษาได้เบื้องต้นเลย คือ การให้ผู้ป่วยกินยา Vitamin B Complex (B1,B6,B12) เพื่อช่วยบำรุงและฟื้นฟูเส้นประสาท หากมีอาการรุนแรง จะมีการส่งตัวผู้ป่วยเพื่อไปกระตุ้นเส้นประสาทและกล้ามเนื้อที่เกิดการบาดเจ็บ โดยการรักษาแบบมาตรฐาน คือ Electrical stimulation (ES) หรือ การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีเทคนิคที่เรียกว่า Peripheral magnetic stimulation แม้จะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ผลลัพธ์จากงานวิจัยยังไม่ชัดเจนครับ
5. ภาวะหูผิดรูป (Pixie ear deformity)
เป็นภาวะที่หูมีลักษณะถูกดึงรั้งลงมาด้านล่าง ทำให้ติ่งหูดูยาวขึ้น ทั้งนี้สาเหตุหลักๆ มักเกิดจากเทคนิคผ่าตัดที่ศัลยแพทย์นั้น วางตำแหน่งแผลไม่ดี หรือ มักไม่ดึงหน้าในชั้นลึก ดึงแต่ชั้นผิวหนัง จนทำให้แรงตึงที่ผิวหนังค่อนข้างมาก จนดึงรั้งใบหูและติ่งหูให้ผิดรูปได้

หากพบภาวะนี้สามารถผ่าตัดแก้ไขได้ให้กลับมาเป็นปกติ แต่อาจจะต้องรอระยะเวลาให้แผลหายดีก่อน ประมาณ 4-6 เดือน
6. ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึกและลิ่มเลือดอุดตันในปอด (Deep vein thrombosis and Pulmoary embolism)
ภาวะนี้จริงๆแล้วพบได้น้อยมากครับ จากรายงานการวิจัยพบแค่ 0.35% สำหรับ DVT และ 0.14% สำหรับ Pulmonary embolism เท่านั้นครับ อย่างไรก็ตามหากเกิดภาวะนี้แล้ว อาจจะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตครับ ดังนั้นการคัดกรองความเสี่ยงผู้ที่จะเกิดภาวะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งครับ ซึ่งโดยปกติแล้วจะมี score มาเช็คว่า คนไข้แต่ละรายความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน จำเป็นต้องให้การรักษาแบบป้องกันอย่างไรบ้าง (Prophylaxis treatment) ซึ่งผู้ที่มีความเสี่ยงสูงมักจะมีประวัติ เช่น เคยเป็นโรคนี้มาก่อนในครอบครัว, มีประวัติโรคมะเร็ง, อายุมาก, ผ่าตัดใหญ่ เป็นต้นครับ
สำหรับคนไข้ที่ความเสี่ยงไม่มาก อาจจะใช้เพียง เครื่องปั๊มขา (Pneumatic pump) เพื่อทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ขณะนี้เรายังดมยาสลบอยู่ครับ หากความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ศัลยแพทย์อาจจะพิจารณาใช้ยาฉีดเพื่อป้องกันการแข็งตัวของเลือดไว้ก่อน แต่ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะการฉีดยากลุ่มนี้อาจจะทำให้คนไข้เสียเลือดมากระหว่างผ่าตัดได้เช่นกันครับ
