ตรวจทานเนื้อหาโดย นพ. อนุชิต อดิโรจนานนท์ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเลขที่ 45390

ชั้น SMAS คืออะไร และทำไมการผ่าตัดดึงหน้าต้องแก้ถึงชั้น SMAS

สารบัญ

ประเด็นสำคัญ

  • ชั้น SMAS คือชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังและไขมันที่คลุมกลุ่มกล้ามเนื้อใบหน้า ทำหน้าที่พยุงโครงสร้างผิวให้มีความตึงกระชับ
  • โครงสร้างในชั้นนี้จะหย่อนคล้อยลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดริ้วรอย ร่องแก้ม และความหย่อนคล้อยต่าง ๆ บนใบหน้า
  • การผ่าตัดดึงหน้าและการใช้เทคโนโลยีเครื่องมือยกกระชับจะส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  • การดูแลโครงสร้างผิวชั้นนี้ช่วยยกกระชับปรับรูปหน้าให้แลดูเรียวขึ้น

ชั้น SMAS คือชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังและไขมันที่ทำหน้าที่พยุงโครงสร้างใบหน้าให้ตึงกระชับ ซึ่งเมื่ออายุมากขึ้น ชั้นผิวนี้จะเริ่มเสื่อมสภาพและหย่อนคล้อยจนเกิดริ้วรอยลึก ร่องแก้มลึก รวมถึงปัญหากรอบหน้าไม่ชัดเจน การปล่อยให้ปัญหานี้สะสมนานวันเข้าจะทำให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัยจนยากที่จะแก้ไขด้วยครีมบำรุงผิวทั่วไปตามท้องตลาด

บทความนี้ นพ. อนุชิต อดิโรจนานนท์ (Doctor Jay) ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเลขที่ 45390 จะอธิบายเรื่องโครงสร้างชั้นผิวนี้อย่างละเอียด พร้อมเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการผ่าตัดดึงหน้ากับการใช้เทคโนโลยีคลื่นพลังงานความร้อน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกวิธีดูแลผิวหน้าให้ตรงตามความต้องการเฉพาะบุคคล

ชั้น SMAS คืออะไร ?

ภาพชั้นผิว 5 ชั้น ชั้น SMAS คือชั้นที่ 4 อยู่ใต้ชั้นไขมันและเหนือชั้นกระดูก


ชั้น SMAS คือ
โครงสร้างชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันสลับไขมันที่มีความเหนียวและหนาแน่นสูง ซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ชั้นผิวหนังแท้ ทำหน้าที่เชื่อมต่อกล้ามเนื้อใบหน้าเข้ากับผิวชั้นบนสุดเพื่อความกระชับ โครงสร้างนี้มีส่วนประกอบหลักเป็นเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินที่ถักทอประสานกันแน่นหนา

การเสื่อมสภาพของชั้นผิวหนัง SMAS มักเกิดขึ้นตามวัยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความยืดหยุ่นลดลงจนไม่สามารถพยุงไขมันบนใบหน้าไว้ในตำแหน่งเดิมได้ ชั้นเยื่อนี้มีความหนาแน่นแตกต่างกันในแต่ละจุดของใบหน้า โดยจะมีความหนามากเป็นพิเศษในบริเวณแก้มและกราม

การทรุดตัวของโครงสร้างนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรูปหน้าด้านนอกอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มแสดงสัญญาณชัดเจนเมื่ออายุ 30 ปี ซึ่งจะเริ่มมองเห็นรอยพับบริเวณมุมปากและแนวกรามที่หย่อนคล้อยลงจากเดิมอย่างชัดเจน

ตำแหน่งและหน้าที่ของผิวหนังชั้น SMAS

ผิวชั้น SMAS หรือ ชั้นผิวหนัง SMAS อยู่ลึกลงไปจากผิวชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ประมาณ 4.5 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นชั้นไขมันกับเนื้อเยื่อพังผืดที่คลุมกล้ามเนื้อแสดงอารมณ์บนใบหน้าทั้งหมด โครงสร้างนี้วางตัวยาวตั้งแต่บริเวณขมับ แก้ม จนถึงลำคอ โดยคอยยึดเกาะผิวชั้นบนไว้ไม่ให้หย่อนคล้อยลงมาตามแรงโน้มถ่วงโลก หน้าที่สำคัญของชั้นเนื้อเยื่อนี้มีบทบาทต่อความกระชับของใบหน้าประกอบด้วย

  • ควบคุมการแสดงสีหน้าจากการเชื่อมโยงกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ เข้ากับผิวหนังชั้นบน
  • พยุงไขมันใต้ผิวหนังให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่ไหลย้อยลงไปกองบริเวณกรอบล่างของใบหน้า
  • รักษารูปหน้าให้มีความคมชัดโดยเฉพาะบริเวณแนวกรามและใต้เหนียงที่มีไขมันสะสมง่าย

การคงอยู่ของคอลลาเจนในบริเวณนี้ช่วยให้ผิวหน้าคงความยืดหยุ่นได้ดี ซึ่งปกติโครงสร้างใยประสานเหล่านี้จะเริ่มเสื่อมสลายลงในอัตราเฉลี่ยปีละ 1 เปอร์เซ็นต์ หลังอายุ 25 ปี ส่งผลให้แรงพยุงผิวลดลง

ทำไมหมอศัลยกรรมถึงให้ความสำคัญกับ SMAS Skin

หมอศัลยกรรมให้ความสำคัญกับ SMAS Skin หรือ ผิวชั้น SMAS คือแกนหลักในการพยุงความตึงกระชับของใบหน้าทั้งหมด การผ่าตัดดึงผิวหนังเฉพาะชั้นบนโดยไม่เย็บกระชับชั้นพังผืดนี้จะทำให้ผิวกลับมาหย่อนคล้อยในเวลาไม่นาน การปรับแต่งโครงสร้างเยื่อเหนียวส่วนนี้ช่วยให้แพทย์สามารถจัดตำแหน่งพังผืดและไขมันใต้ผิวหนังได้อย่างแม่นยำ

เหตุผลสำคัญที่แพทย์ต้องผ่าตัดจัดการกับชั้นเยื่อนี้ประกอบด้วย

  • ป้องกันปัญหาใบหน้าตึงรั้งจนดูไม่เป็นธรรมชาติหลังผ่าตัดเนื่องจากแรงดึงถูกกระจายไปยังชั้นพังผืดที่แข็งแรงแทนผิวหนังบาง ๆ ด้านบน
  • ช่วยจัดระเบียบกลุ่มไขมันที่หย่อนคล้อยให้กลับไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้มิติของแก้มและแนวกรามดูชัดเจนขึ้น
  • ยืดอายุผลลัพธ์ของการดึงหน้าให้คงอยู่ได้ประมาณ 5 ถึง 10 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล

เมื่ออายุมากขึ้น ทำไมความหย่อนคล้อยถึงเกิดขึ้นที่ ชั้น SMAS

ความหย่อนคล้อยบนใบหน้าเกิดขึ้นจากชั้น SMAS สูญเสียความยืดหยุ่นเนื่องจากคอลลาเจนและอีลาสตินที่เคยยึดเกาะโครงสร้างผิวลดลงตามวัย ชั้นเนื้อเยื่อนี้ทำหน้าที่เหมือนตาข่ายพยุงผิวหนังและไขมันส่วนบนเอาไว้ เมื่อพ้นวัย 25 ปี อัตราการผลิตโปรตีนสำคัญเหล่านี้จะลดลงเฉลี่ยปีละ 1 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ตาข่ายผิวเริ่มหย่อนตัวลงตามแรงโน้มถ่วงโลก และเห็นผลชัดขึ้นและเห็นผลสะสมชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วง 35 ปีขึ้นไป

โครงสร้างเส้นใยพังผืดที่ยึดโยงกล้ามเนื้อใบหน้าเกิดการยืดตัวและฝ่อเล็กลงตามกาลเวลา แรงพยุงผิวที่เคยแข็งแรงจึงลดลงส่งผลให้ไขมันใต้ผิวหนังคล้อยตัวลงด้านล่าง รังสี UV จากแสงแดดยังเข้าไปทำลายเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตเส้นใยพยุงผิวในชั้น SMAS โดยตรง การถูกทำลายสะสมส่งผลให้ชั้นเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกลงไปจากผิวประมาณ 4.5 มิลลิเมตรนี้สูญเสียความกระชับตึงตัวไป

สัญญาณเตือนว่าชั้นผิวหนัง SMAS เริ่มเสื่อมสภาพ

สัญญาณเตือนว่าชั้น SMAS เริ่มเสื่อมสภาพ เช่น ร่องแก้มลึก เหนียงใต้คาง และกรอบหน้าไม่ชัด

สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่า ชั้นผิว SMAS เริ่มเสื่อมสภาพ สังเกตได้จากความเปลี่ยนแปลงของรูปหน้าภายนอกที่หย่อนคล้อยลงอย่างชัดเจน เมื่อโครงสร้างพังผืดที่ทำหน้าที่พยุงผิวส่วนนี้อ่อนแอลง จะส่งผลให้เนื้อเยื่อและไขมันด้านบนเคลื่อนตัวต่ำลง เราสามารถสังเกตระดับความเสื่อมสภาพของผิวหนังชั้นลึกนี้ได้จากอาการทางกายภาพภายนอก

  • ร่องแก้มและร่องมุมปากลึกขึ้นเนื่องจากผิวบริเวณแก้มห้อยลงมากองด้านล่าง
  • เหนียงใต้คางห้อยย้อยพับเป็นชั้นจากการที่พังผืดไม่สามารถยึดเกาะไขมันสะสมส่วนเกินไว้ได้
  • กรอบหน้าไม่คมชัด เส้นขอบกรามกลืนไปกับลำคอทำให้ใบหน้าเปลี่ยนรูปทรงจากทรงรีกลายเป็นทรงเหลี่ยม

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มักเริ่มแสดงอาการให้เห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงวัย 35 ถึง 40 ปี

การผ่าตัดดึงหน้า SMAS คือทางออกของปัญหาผิวหย่อนคล้อยระดับลึกไหม ?

การผ่าตัดดึงหน้าชั้น SMAS คือวิธีการแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยจากโครงสร้างผิวชั้นลึกที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการทาครีมหรือการทำทรีตเมนต์ผิวพรรณ การศัลยกรรมนี้จะเข้าไปจัดการกับโครงสร้างชั้นลึกพยุงผิวที่หย่อนยานโดยตรงเพื่อปรับโครงสร้างรูปหน้าใหม่ให้ตึงกระชับ

วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยที่สะสมมานานจนเกิดร่องแก้มลึกและเหนียงใต้คางได้ โดยผลลัพธ์ที่ได้จะคงอยู่ประมาณ 5 ถึง 10 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและการเสื่อมสภาพตามวัยของแต่ละบุคคล

SMAS Lift คืออะไร ?

SMAS Lift คือเทคนิคการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าที่เข้าไปจัดการกับชั้นพังผืดพยุงผิวโดยตรง เพื่อปรับตำแหน่งโครงสร้างกล้ามเนื้อและไขมันบนใบหน้าที่หย่อนคล้อยให้กลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม แพทย์จะทำแนวแผลบริเวณหน้าใบหูยาวไปถึงไรผมด้านหลังหูเพื่อเปิดผิวหนังชั้นบนขึ้น จากนั้นทำการแยกชั้นผิวหนังออกจากชั้นพังผืดกล้ามเนื้อลึกประมาณ 4.5 มิลลิเมตร เพื่อเตรียมกระชับในขั้นตอนต่อไป

การทำศัลยกรรมรูปแบบนี้เป็นแนวทางที่ช่วยแก้ไขความหย่อนคล้อยบริเวณส่วนกลางและส่วนล่างของใบหน้า รวมถึงเหนียงบริเวณใต้ลำคอ วิธีการนี้อาศัยความละเอียดอ่อนในการแยกชั้นเนื้อเยื่อเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บของเส้นประสาทคู่ที่ 7 ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแสดงสีหน้า หลังการผ่าตัด ต้องสวมผ้ารัดใบหน้าเพื่อลดอาการบวมตึงตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วง 3 วันแรก เพื่อให้เนื้อเยื่อสมานตัวเข้ากับโครงสร้างใหม่ได้ดีขึ้น

ทำไมการผ่าตัดดึงหน้าต้องเย็บและดึงกระชับลึกถึงผิวชั้น SMAS

การผ่าตัดดึงหน้าจำเป็นต้องเย็บกระชับลึกถึงผิวชั้น SMAS เพื่อแก้ไขโครงสร้างพยุงผิวที่อ่อนแอจากฐานลึก ซึ่งเป็นต้นตอที่แท้จริงของความหย่อนคล้อยบนใบหน้า การดึงเฉพาะผิวหนังชั้นบนสุดโดยปล่อยให้พังผืดชั้นล่างยังคงหย่อนยาน จะทำให้ใบหน้าดูตึงรั้ง ผิดธรรมชาติ และกลับมาหย่อนคล้อยเหมือนเดิมในเวลาไม่นาน

  • การดึงชั้น SMAS ช่วยพยุงและล็อกตำแหน่งของชั้นไขมันรวมถึงกล้ามเนื้อใบหน้าให้กลับไปอยู่ในจุดที่ถูกต้อง ทำให้ผิวชั้นนอกเรียบเนียนโดยไม่ต้องออกแรงดึงรั้งผิวจนบาง
  • ช่วยลดแรงตึงบริเวณรอยแผลผ่าตัด ส่งผลให้แผลเย็บหน้าใบหูมีขนาดเล็ก เรียบเนียน และไม่ขยายกว้างเป็นแผลเป็นคีลอยด์ในระยะยาว
  • โครงสร้างชั้นลึกที่ถูกเย็บตรึงด้วยไหมเย็บชนิดพิเศษช่วยล็อกความกระชับให้คงอยู่นาน 5 ถึง 10 ปี

เปรียบเทียบดึงหน้า SMAS ยกกระชับแบบผ่าตัด VS การใช้เครื่องยกกระชับ

การผ่าตัดดึงหน้า SMAS และการใช้เครื่องยกกระชับด้วยคลื่นพลังงานความร้อนมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในด้านผลลัพธ์ทางโครงสร้างและระยะเวลาการคงอยู่ของผิว

หัวข้อเปรียบเทียบการผ่าตัดดึงหน้า SMASการใช้เครื่องยกกระชับ
รูปแบบการรักษาผ่าตัดแยกชั้นผิวและเย็บดึงกล้ามเนื้อยิงคลื่นพลังงานความร้อนลงลึกสู่ชั้นผิว
ผลลัพธ์ที่ได้แก้ไขความหย่อนคล้อยรุนแรงได้ดีเน้นยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน
ระยะเวลาผลลัพธ์อยู่ได้นาน 5 ถึง 10 ปีอยู่ได้นาน 1 ถึง 2 ปี
การพักฟื้นหลังทำพักฟื้นประมาณ 7 ถึง 10 วัน
ก่อนกลับไปทำงานตามปกติ
ไม่ต้องพักฟื้นหลังทำ

การผ่าตัดดึงหน้ามีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อยระดับรุนแรงและปรับแต่งผิวหนังส่วนเกินออกได้บางส่วน ส่วนการใช้เครื่องมือจะเน้นการฟื้นฟูผิวจากภายในโดยไม่ต้องมีแผลเย็บ เหมาะกับคนที่เริ่มมีริ้วรอยในระยะเริ่มต้นและมีเวลาพักฟื้นน้อย

การทำ SMAS Lift เหมาะกับใครบ้าง ?

การทำ SMAS Lift เหมาะกับใครบ้าง เช่น ผู้ที่ผิวหย่อนคล้อยมาก หรือทำเครื่องยกกระชับแล้วไม่ได้ผล

การทำ SMAS Lift เหมาะกับคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงรุนแรงก่อนวัย จนเครื่องยกกระชับทั่วไปไม่สามารถแก้ไขได้ โครงสร้างผิวที่สูญเสียความยืดหยุ่นตามวัยจำเป็นต้องได้รับการจัดตำแหน่งใหม่ผ่านกลุ่มบุคคลที่มีลักษณะดังนี้

  • คนที่มีปัญหาร่องแก้มลึก มุมปากตก และมีเนื้อแก้มห้อยย้อยลงมาบริเวณกรอบหน้า
  • คนที่มีผิวหนังส่วนเกินบริเวณลำคอหย่อนคล้อยจนเหนียงบดบังแนวขากรรไกรล่าง
  • คนที่ผ่านการใช้เครื่องยกกระชับระบบคลื่นพลังงานความร้อนแล้วผลลัพธ์ยังไม่ตอบโจทย์

การปรับโครงสร้างผิวชั้นลึกนี้ช่วยปรับโครงสร้างให้ใบหน้าส่วนล่างและลำคอดูกระชับขึ้น ผู้ที่สนใจควรเผื่อเวลาพักฟื้นประมาณ 7 ถึง 10 วัน สำหรับการลดบวมและนัดหมายตัดไหมเย็บแผล

มาตรฐานความปลอดภัยและข้อกำหนดทางกฎหมายในการผ่าตัดชั้นผิว SMAS

การผ่าตัดปรับโครงสร้างชั้น SMAS คือหัตถการทางการแพทย์ระดับลึก ต้องดำเนินงานภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อป้องกันอันตรายต่อเส้นประสาทใบหน้า โดยมีข้อกำหนดสำคัญในการพิจารณาเลือกสถานพยาบาล

  • การผ่าตัดต้องทำโดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางที่ได้รับวุฒิบัตร (Board Certified Plastic Surgeon) จากแพทยสภา เพื่อความแม่นยำและความปลอดภัยในการเลาะชั้นผิวใกล้ตำแหน่งเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของใบหน้า
  • ห้องผ่าตัดต้องได้รับการรับรองมาตรฐานห้องผ่าตัดใหญ่จากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีระบบกรองอากาศประสิทธิภาพสูงและอุปกรณ์กู้ชีพพร้อมใช้งาน
  • การระงับความรู้สึกขณะผ่าตัดด้วยการดมยาสลบต้องดูแลโดยวิสัญญีแพทย์เฉพาะทางแบบ 1 ต่อ 1 เพื่อควบคุมสัญญาณชีพตลอดการผ่าตัด

ทำไมต้องผ่าตัดยกกระชับหน้าถึงชั้น SMAS ที่ Doctor Jay Plastic Surgery

เราให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าเฉพาะบุคคลเพื่อเย็บกระชับชั้น SMAS ได้ตรงกับทิศทางการหย่อนคล้อย ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์จากการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางช่วยให้ใบหน้าดูกระชับขึ้นโดยไม่ทิ้งรอยแผลที่เห็นได้ชัดเจน คนไข้ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติภายใน 7 ถึง 10 วัน

จุดที่เราให้ความสำคัญในการผ่าตัดยกกระชับหน้าชั้น SMAS

  • ความประณีตของแผลเย็บซ่อนตามแนวไรผมและใบหูซึ่งทำให้สังเกตเห็นรอยแผลได้ยากหลังผิวสมานตัว
  • การดูแลหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิดด้วยโปรแกรมลดบวมด้วยแสงเลเซอร์เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น
  • การประเมินและผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและสอดคล้องกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับชั้น SMAS และการดึงหน้า

การผ่าตัดดึงหน้าลึกถึงชั้นผิว SMAS ต้องพักฟื้นกี่วัน ?

การผ่าตัดดึงหน้าลึกถึงชั้นผิว SMAS ใช้เวลาพักฟื้นเพื่อกลับไปทำงานตามปกติประมาณ 7 ถึง 10 วัน และควรงดกิจกรรมหนักต่อเนื่อง 3 ถึง 4 สัปดาห์ อาการบวมช้ำจะเริ่มลดลงอย่างสังเกตได้ในช่วงสัปดาห์แรก แผลผ่าตัดบริเวณหน้าใบหูและไรผมจะเริ่มแห้งสนิทพร้อมสำหรับการตัดไหมภายใน 7 ถึง 10 วัน หลังการผ่าตัด

สามารถใช้ชีวิตประจำวันในบ้านได้ตามปกติหลังผ่าตัด แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือการยกของหนักในช่วง 3 ถึง 4 สัปดาห์แรก เพื่อป้องกันแผลแยกและลดความเสี่ยงการเกิดภาวะเลือดออกใต้ผิวหนัง การประคบเย็นอย่างถูกวิธีในช่วง 48 ชั่วโมงแรก ร่วมกับการนอนยกศีรษะสูงทำมุม 30 องศา จะช่วยลดอาการบวมน้ำเหลืองค้างใต้ผิวหนังได้เร็วขึ้น

เครื่องยกกระชับสามารถดึงชั้น SMAS ได้เทียบเท่าการผ่าตัดหรือไม่ ?

เครื่องยกกระชับกลุ่มพลังงานเสียงความถี่สูงหรือคลื่นวิทยุไม่สามารถให้ผลลัพธ์ได้เทียบเท่ากับการผ่าตัดดึงหน้า เพราะเครื่องมือเหล่านี้ทำได้เพียงส่งความร้อนไปกระตุ้นให้ชั้น SMAS เกิดการหดตัวและสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาทดแทนเท่านั้น การรักษาด้วยพลังงานความร้อนจึงช่วยแก้ไขปัญหาผิวได้เพียงระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง

การผ่าตัดดึงหน้าจะใช้วิธีเลาะแยกชั้นผิวหนัง แล้วตัดแต่งพร้อมเย็บดึงชั้น SMAS ที่เสื่อมสภาพขึ้นไปขึงตึงยึดกับพังผืดเหนือกระดูกหลังใบหูอย่างแน่นหนา ส่วนเครื่องยกกระชับทำได้เพียงส่งพลังงานความร้อนจุดเล็ก ๆ ขนาด 1 มิลลิเมตร อุณหภูมิ 65 ถึง 70 องศาเซลเซียส ลงสู่ใต้ผิวหนัง ช่วยประคับประคองความตึงกระชับได้ชั่วคราวและต้องกลับมาทำซ้ำทุก 1 ถึง 2 ปี

ผลลัพธ์ของการทำ SMAS Lift สามารถอยู่ได้นานแค่ไหน ?

ผลลัพธ์ของการผ่าตัดดึงหน้าดึงลึกถึงชั้น SMAS คงอยู่ได้นานประมาณ 5 ถึง 10 ปี การขึงตึงโครงสร้างเนื้อเยื่อชั้นลึกนี้ช่วยพยุงผิวหนังชั้นบนให้กระชับขึ้นอย่างมั่นคง ใบหน้าจึงไม่กลับมาหย่อนคล้อยในระยะเวลาอันสั้นเหมือนการใช้เครื่องมือยกกระชับทั่วไป

อายุผิวที่ร่วงโรยตามธรรมชาติยังคงดำเนินต่อไปหลังผ่าตัด สามารถยืดอายุผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานขึ้นด้วยการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ การทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ ทุกวันและการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่จะช่วยรักษาคอลลาเจนในผิวหนังไม่ให้ถูกทำลายได้ดี

สรุป

ชั้น SMAS คือโครงสร้างพังผืดใต้ผิวหนังระดับลึกที่เป็นหัวใจหลักในการพยุงความตึงกระชับของใบหน้าทั้งหมด การเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อส่วนนี้ตามอายุเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดริ้วรอยลึก ร่องแก้ม และกรอบหน้าหย่อนคล้อย การทำความเข้าใจหน้าที่ของโครงสร้างชั้นนี้จะช่วยให้เราสามารถเลือกวิธีดูแลและแก้ไขปัญหาผิวพรรณได้ตรงกับสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการยกกระชับด้วยเครื่องมือส่งพลังงานความร้อน หรือการผ่าตัดดึงหน้าเพื่อปรับโครงสร้างผิวใหม่จากฐานราก

สำหรับคนที่เผชิญปัญหาความร่วงโรยสะสมจนสูญเสียความมั่นใจ การเข้ารับคำปรึกษาจากศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางเพื่อประเมินสภาพผิวอย่างละเอียดเป็นขั้นตอนแรกที่ไม่ควรละเลย การเลือกนวัตกรรมที่เหมาะสมกับระดับความหย่อนคล้อยจะช่วยปรับลุคให้แลดูสดใสและคงผลลัพธ์การยกกระชับได้นานขึ้น

แหล่งอ้างอิง

  1. Shuster S, Black MM, McVitie E. The influence of age and sex on skin thickness, skin collagen and density. British Journal of Dermatology ปี 1975 เล่มที่ 93 ฉบับที่ 6 หน้า 639 ถึง 643 (อัตราการลดลงของคอลลาเจนตามอายุ)
  2. Varani J, et al. Decreased collagen production in chronologically aged skin. American Journal of Pathology ปี 2006 เล่มที่ 168 ฉบับที่ 6 หน้า 1861 ถึง 1868 (การสร้างคอลลาเจนที่ลดลงตามวัย)
  3. Microfocused ultrasound with visualization. Consensus on safety and review of energy-based devices. PubMed รหัส 34951735 (ระดับความลึก 1.5 ถึง 4.5 มิลลิเมตร และอุณหภูมิของจุดความร้อนที่ใช้กระตุ้นคอลลาเจน)
Dr Anuchit Adirojananon

เกี่ยวกับผู้เขียน

นพ. อนุชิต อดิโรจนานนท์

คุณหมอเจ หรือ นพ. อนุชิต อดิโรจนานนท์ เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางที่ได้รับวุฒิบัตร ชำนาญด้านการฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ของใบหน้าโดยเน้นผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ประจำโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งดิอาท กรุงเทพฯ มีประสบการณ์ด้านศัลยกรรมตกแต่งมากกว่า 6 ปี และผ่านการฝึกอบรมกับศัลยแพทย์ชั้นนำในเกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และยุโรป ในฐานะสมาชิกสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยนานาชาติ (ISAPS) และผู้พัฒนาเทคนิคเฉพาะ เช่น V-neck Lift คุณหมอได้ดูแลคนไข้จากกว่า 10 ประเทศที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและคงอยู่ในระยะยาว ด้วยการผสานมุมมองเชิงศิลป์เข้ากับความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ คุณหมอจึงสามารถวางแผนการรักษาให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความงามของคนไข้แต่ละราย พร้อมคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และความงามตามธรรมชาติของแต่ละบุคคล

Doctor Jay Before & After gallery

Browse our Before & After

Gallery

RECENT POSTS

YouTube

กรอกข้อมูล
ให้เราติดต่อกลับ

เริ่มต้นเส้นทางสู่ความมั่นใจครั้งใหม่

เริ่มต้นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง ด้วยการจองคิวปรึกษากับหมอเจวันนี้ ในการปรึกษาแบบเฉพาะบุคคล หมอเจจะรับฟังเป้าหมายของคุณ อธิบายเทคนิคที่เหมาะสม และออกแบบแผนการดูแลที่เข้ากับโครงหน้าและความต้องการของคุณโดยเฉพาะ

LINEทักไลน์สอบถาม • นัดคิว Messengerทักแชทเลย โทรปรึกษา02 124 3792