ตรวจทานเนื้อหาโดย นพ. อนุชิต อดิโรจนานนท์ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเลขที่ 45390

ยกกระชับหน้า 8 วิธี เลือกแบบไหนดี เปรียบเทียบหัตถการไม่ผ่าตัดกับการผ่าตัดดึงหน้า

สารบัญ

ประเด็นสำคัญ

  • ยกกระชับหน้า การดูแลผิวหน้าให้ดูกระชับและลดความหย่อนคล้อยมีหลายวิธี ตั้งแต่การทาครีมบำรุง การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ จนถึงการผ่าตัดดึงหน้า
  • การเลือกใช้นวัตกรรมแบบไม่ต้องผ่าตัด เช่น คลื่นวิทยุหรือคลื่นอัลตราซาวนด์ความถี่สูง ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวและช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยในระดับเบาถึงปานกลาง
  • การผ่าตัดดึงหน้าช่วยแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยขั้นรุนแรง แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นร่างกายนานกว่าวิธีอื่น
  • การประเมินสภาพผิวร่วมกับแพทย์ก่อนเริ่มทำหัตถการ ช่วยให้เลือกวิธีที่ตรงกับปัญหาผิวของแต่ละบุคคลและได้ผลลัพธ์ที่ดี

ยกกระชับหน้า ทางออกที่หลายคนมองหาเมื่อเริ่มสังเกตเห็นแก้มห้อยย้อย คางสองชั้น และริ้วรอยลึกรอบมุมปากที่ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและดูแก่กว่าวัยจริง การปล่อยให้ผิวสูญเสียคอลลาเจนตามกาลเวลาโดยไม่ดูแลรักษามักทำให้โครงสร้างผิวอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนสกินแคร์ทั่วไปไม่สามารถฟื้นฟูความตึงกระชับกลับมาได้ การฟื้นบำรุงรูปหน้าให้ดูกระชับและมีมิติจึงต้องอาศัยนวัตกรรมที่ลึกถึงชั้นผิวเพื่อปรับโครงสร้างให้แข็งแรงขึ้น

บทความนี้ นพ. อนุชิต อดิโรจนานนท์ (Doctor Jay) ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเลขที่ 45390 ได้รวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิธีการรักษาผิวหย่อนคล้อยรูปแบบต่าง ๆ ทั้งเทคโนโลยีคลื่นพลังงานความร้อน การร้อยไหม และการผ่าตัดดึงโครงสร้างผิว ข้อมูลเปรียบเทียบในหัวข้อถัดไปจะช่วยให้เข้าใจกลไกการทำงานของแต่ละเครื่องมือเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะกับระดับการเสื่อมสภาพของชั้นกล้ามเนื้อ SMAS ได้อย่างเหมาะสม

ปัญหาหน้าหย่อนคล้อยเกิดจากอะไร ? ทำไมเราถึงต้องยกกระชับหน้า

ปัญหาหน้าหย่อนคล้อยเกิดจากคอลลาเจนลดลง ผิวขาดความยืดหยุ่น และแรงโน้มถ่วงตามอายุ

การ ยกกระชับหน้า กลายเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อโครงสร้างผิวภายในเริ่มเสื่อมสภาพตามวัย โดยเฉพาะหลังอายุ 25 ปี ที่ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนลดลงปีละประมาณ 1% จนทำให้เกิดความหย่อนคล้อยสะสม ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในหลายชั้นผิวตั้งแต่ชั้นหนังแท้ไปจนถึงชั้นกระดูกที่ทรุดตัวลงตามธรรมชาติ โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ใบหน้าขาดความยืดหยุ่นประกอบด้วยปัจจัยหลายส่วน

  • การสูญเสียเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นหนังแท้ทำให้ผิวบางลง
  • ชั้นกล้ามเนื้อ SMAS ที่เป็นโครงสร้างพยุงผิวเริ่มอ่อนแอและหย่อนตัวลงตามแรงโน้มถ่วง
  • การลดลงและการเคลื่อนตัวของถุงไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้แก้มห้อยและเกิดร่องแก้มลึก

การยกกระชับหน้าและปรับสภาพผิวตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของโครงสร้างใบหน้าได้ดี การกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิวช่วยคงปริมาตรผิวให้ดูอิ่มฟูและมีความยืดหยุ่น ซึ่งช่วยยืดเวลาการทำศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้าออกไปได้อีกหลายปี

วิธีเลือกการยกกระชับหน้าให้เหมาะกับปัญหาผิวต่าง ๆ

การยกกระชับหน้าให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีต้องเลือกวิธีที่แก้ไขได้ตรงกับชั้นผิวที่มีปัญหา เพราะความร่วงโรยของใบหน้าเกิดขึ้นจากความเสื่อมสภาพในระดับชั้นผิวที่แตกต่างกัน

ถ้ามีข้อสงสัยว่า หน้าหย่อนคล้อย ทําหัตถการอะไรดี การเข้าใจกลไกการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างแต่ละชั้นจะช่วยให้การเลือกทำหัตถการมีความแม่นยำขึ้น โดยผิวหน้าจะเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่นในแต่ละระดับความลึกที่ต่างกันตั้งแต่ชั้นตื้นที่ 1.5 มิลลิเมตร จนถึงชั้นโครงสร้างกระดูกที่อยู่ลึกสุดใต้กล้ามเนื้อ

การเสื่อมสภาพของชั้นหนังแท้ (Dermis Layer) ขาดคอลลาเจน ผิวไม่เต่งตึง

การเสื่อมสภาพของผิวในชั้นหนังแท้เกิดขึ้นเมื่อโครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินถูกทำลาย ส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอยเล็ก ๆ และความหย่อนคล้อยบนใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่ออายุมากขึ้นร่วมกับการโดนทำร้ายจากรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดด

สามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงนี้ได้จากการที่ผิวเริ่มแห้งกร้าน รูขุมขนกว้างขึ้น และผิวไม่เด้งตัวกลับทันทีเมื่อใช้นิ้วกดทดสอบ การสูญเสียคอลลาเจนในชั้นนี้เกิดขึ้นในอัตราเฉลี่ยปีละ 1% หลังช่วงอายุ 25 ปี การทาครีมบำรุงกลุ่มเรตินอล หรือการทำเลเซอร์กลุ่มที่ช่วยกระตุ้นการสร้างโปรตีนใต้ผิว จะเข้ามาช่วยฟื้นฟูความหนาแน่นของชั้นผิวในจุดนี้

การหย่อนคล้อยของชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) ปัญหาหลักของหน้าตก

ชั้นกล้ามเนื้อ SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) คือโครงสร้างเนื้อเยื่อพังผืดที่โอบอุ้มผิวหน้าเอาไว้ทั้งหมด ที่เป็นชั้นเดียวกับที่แพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้าเพื่อแก้ปัญหาหน้าตกโดยตรง เมื่ออายุมากขึ้น ชั้นเนื้อเยื่อนี้จะเริ่มยืดและหย่อนตัวลงตามแรงโน้มถ่วง ส่งผลให้แก้มห้อย ร่องน้ำหมากลึก และเหนียงใต้คางเด่นชัดขึ้น การยกกระชับหน้าจึงต้องลงลึกถึงชั้นพังผืดนี้ที่ระดับ 4.5 มิลลิเมตร

การส่งพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงลงไปกระตุ้นชั้น SMAS จะช่วยให้เนื้อเยื่อผิวหดตัวและดึงโครงสร้างใบหน้าให้รู้สึกถึงความยกกระชับขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกหลังทำ ก่อนที่ผลลัพธ์จะชัดเจนขึ้นในระยะเวลา 3 เดือน เนื่องจากเกิดการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ขึ้นมาทดแทนแนวพังผืดที่เสื่อมสภาพไปตามวัย

การฝ่อตัวของไขมันใต้ชั้นผิว (Volume Loss) ทำให้หน้าดูตอบและโทรม

การฝ่อตัวของไขมันใต้ชั้นผิวเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ใบหน้าดูโทรมและแก่กว่าวัย เพราะร่างกายจะสูญเสียไขมันส่วนลึกบริเวณแก้ม ขมับ และใต้ตาไปตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น ส่งผลให้ผิวหนังสูญเสียตัวพยุงจนเกิดความหย่อนคล้อยกับร่องลึกที่เห็นได้ชัด

กระบวนการฝ่อตัวนี้มักเริ่มแสดงผลชัดเจนตั้งแต่อายุ 30 ปี ขึ้นไป โดยไขมันบริเวณพวงแก้มจะค่อย ๆ ฝ่อตัวลงและย้อยต่ำลงมาสะสมตรงร่องแก้มกับมุมปากแทน ส่งผลให้เกิดปัญหาร่องแก้มลึก แก้มตอบ และขมับยุบตัวจนโครงหน้าดูไม่ได้รูปทรงไข่เหมือนในวัยเยาว์

แนวทางการแก้ไขปัญหานี้เพื่อทำการยกกระชับหน้าคือการเติมเต็มปริมาตรผิวที่สูญเสียไป โดยการเลือกใช้สารเติมเต็มไฮยาลูโรนิกแอซิดฉีดเข้าไปในชั้นไขมันส่วนลึก หรือการกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติด้วยกลุ่มสารที่สามารถสลายได้ เพื่อเสริมความยืดหยุ่นให้ผิวแลดูกระชับในระยะยาว

การทรุดตัวของโครงสร้างกระดูก (Bone Resorption) สาเหตุลึกสุดตามช่วงวัย

การทรุดตัวของโครงสร้างกระดูกใบหน้าเป็นสาเหตุชั้นลึกของการเกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อย เนื่องจากกระดูกทำหน้าที่เป็นฐานรากหลักที่ค้ำจุนผิวหนังกับกล้ามเนื้อทั้งหมดเอาไว้ เมื่ออายุมากขึ้น กระดูกจะเริ่มสลายตัวและบางลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้เนื้อเยื่อชั้นบนไม่มีที่ยึดเกาะจนย้อยลงมาด้านล่างตามแรงโน้มถ่วง กระดูกบริเวณเบ้าตาจะขยายกว้างขึ้น กระดูกโหนกแก้มยุบตัวลง และกระดูกขากรรไกรหดเล็กลง

การเปลี่ยนแปลงใต้ชั้นผิวนี้มักเริ่มเกิดขึ้นอย่างชัดเจนหลังอายุ 40 ปี ซึ่งผู้หญิงจะมีอัตราการสูญเสียมวลกระดูกเร็วกว่าผู้ชายเนื่องจากการลดลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน การแก้ไขเพื่อยกกระชับหน้าจากสาเหตุลึกระดับกระดูกจึงต้องอาศัยโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ชนิดเนื้อแข็งที่มีแรงพยุงสูงลงไปในชั้นชิดกระดูก เพื่อทดแทนปริมาตรกระดูกส่วนที่กร่อนไปและช่วยค้ำจุนโครงหน้าให้ดูยกขึ้น

8 หัตถการยกกระชับหน้ามีอะไรบ้าง ?

รวม 8 หัตถการยกกระชับหน้า ทั้งแบบใช้เครื่อง แบบฉีด ร้อยไหม และการผ่าตัดดึงหน้า

หัตถการยกกระชับหน้าในปัจจุบันแบ่งออกเป็นหลายประเภท ตามระดับความลึกของชั้นผิวและกลไกการดูแลฟื้นฟูเพื่อแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยที่ต้นเหตุ วิธีการรักษาเริ่มตั้งแต่การใช้คลื่นพลังงานความร้อนเพื่อหดกระชับผิวชั้นลึก การฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน จนถึงการร้อยไหมพยุงเนื้อเยื่อ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะส่งพลังงานลงลึกตั้งแต่ชั้นหนังแท้จนถึงชั้นกล้ามเนื้อระดับ 4.5 มิลลิเมตร เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างจากภายใน

คลื่นเสียงความถี่สูงเฉพาะจุด (MFU) ยกกระชับหน้าดึงผิวลึกถึงชั้น SMAS

MFU คือเทคโนโลยียกกระชับหน้าด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงที่มีความเฉพาะเจาะจง ส่งพลังงานความร้อนขนาดเล็กไปยังชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเนื้อเยื่อเดียวกับที่ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า พลังงานนี้จะกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของเส้นใยคอลลาเจนเดิมและช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ส่งผลให้ผิวหน้าค่อย ๆ ยกกระชับขึ้นและดูเรียบในระยะเวลา 3 เดือน หลังทำ

การทำงานของเครื่องมือนี้จะส่งพลังงานความร้อนอุณหภูมิ 65-70 องศาเซลเซียส ลงลึกใต้ชั้นผิวได้อย่างแม่นยำผ่านหน้าจอแสดงผลแบบเรียลไทม์ ทำให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างชั้นผิวขณะทำหัตถการ เหมาะกับคนที่มีปัญหาแก้มหย่อนคล้อย เหนียงย้อย หรือต้องการยกคิ้ว โดยผลลัพธ์จากการดูแลผิวสามารถคงอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี

Thermage (เทอร์มาจ) ยกกระชับผิวหน้า ลดไขมัน ปรับหน้าเรียว

Thermage เป็นการยกกระชับหน้าด้วยคลื่นวิทยุขั้วเดี่ยวที่ส่งพลังงานความร้อนลงลึกถึงชั้นหนังแท้และชั้นไขมันใต้ผิว พลังงานความร้อนนี้จะช่วยหดกระชับเส้นใยคอลลาเจนที่หย่อนคล้อยให้ตึงตัวขึ้น พร้อมทั้งช่วยให้ผิวบริเวณที่มีไขมันสะสมอย่างแก้มและเหนียงแลดูกระชับขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีเนื้อแก้มเยอะ หรือผู้ที่ต้องการยกกระชับหน้าเรียวให้ได้รูปมากขึ้น

การส่งผ่านความร้อนจะกระจายตัวเป็นวงกว้างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวขึ้นมาใหม่ ผลลัพธ์หลังรับบริการจะช่วยให้ผิวหน้าแน่นกระชับ รูขุมขนดูเล็กลง และริ้วรอยเล็ก ๆ ดูเรียบขึ้นใน 2-3 เดือน โดยคงผลลัพธ์ได้นานประมาณ 12 เดือน

HIFU / Ultraformer วิธียกกระชับหน้า ด้วยคลื่นเสียงอัลตราซาวด์

HIFU หรือ Ultraformer เป็นการยกกระชับหน้าด้วยเทคโนโลยีคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ชนิดโฟกัสจุดลึกที่ปล่อยพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ในรูปแบบจุดความร้อนขนาดเล็กเพื่อกระตุ้นคอลลาเจน พลังงานนี้จะทำให้เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อใต้ผิวส่งผลให้กรอบหน้าชัดเจนขึ้น เหมาะกับคนที่เริ่มมีผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยในช่วงอายุ 20-30 ปี

การยกกระชับด้วยเครื่อง Ultraformer จะใช้เวลาทำประมาณ 30-45 นาที โดยเป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดและใช้เวลาพักฟื้นผิวน้อย พลังงานคลื่นเสียงจะส่งลงไปทำงานอย่างเจาะจงในระดับความลึก 1.5 มิลลิเมตร จนถึงระดับ 4.5 มิลลิเมตร เพื่อปรับสภาพผิวและยกโครงสร้างผิวชั้นลึก

หลังเสร็จกระบวนการจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของชั้นผิวในเบื้องต้น และจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องหลังจากกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ทำงานสมบูรณ์ในช่วง 2-3 เดือน โดยประสิทธิภาพการยกหน้ากระชับจะคงอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือน

Sculptra & Radiesse กระตุ้นคอลลาเจน ยกกระชับใบหน้า ผิวเต่งตึง

Sculptra และ Radiesse เป็นสารฉีดกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติที่ช่วยยกกระชับหน้าโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ ตัวยาทั้งสองชนิดทำงานผ่านกระบวนการกระตุ้นปฏิกิริยาของร่างกายเพื่อสร้างเส้นใยคอลลาเจนชนิดที่ 1 และอีลาสตินขึ้นมาใหม่ ส่งผลให้โครงสร้างผิวชั้นลึกแข็งแรงขึ้น ผิวที่เคยหย่อนคล้อยจึงค่อย ๆ ตึงกระชับและหนาตัวขึ้นจนดูเป็นธรรมชาติ ความแตกต่างของสารทั้งสองชนิดอยู่ที่ส่วนประกอบหลักและกลไกการทำงานในการฟื้นฟูผิว ดังนี้

คุณสมบัติSculptraRadiesse
ส่วนประกอบหลักสารสังเคราะห์ Poly-L-Lactic Acid (PLLA)สาร CaHA (Calcium Hydroxylapatite)
กลไกการทำงานเน้นกระตุ้นคอลลาเจนอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อเพิ่มความหนาแน่นให้ชั้นผิวช่วยเพิ่มปริมาตรให้ชั้นผิวในเบื้องต้นพร้อมกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน
ระยะเวลาคงผลลัพธ์ประมาณ 2 ปีประมาณ 1-2 ปี

การเลือกใช้สารกลุ่มนี้แพทย์จะประเมินจากคุณภาพผิวและปัญหาความหย่อนคล้อยเป็นหลัก โดยตัวยาจะค่อย ๆ สลายตัวไปเองตามธรรมชาติโดยไม่ทิ้งสารตกค้างใต้ผิวหนัง ผิวหน้าจะเริ่มรู้สึกถึงความยืดหยุ่นและดูกระชับขึ้นหลังการฉีดไปแล้วประมาณ 4-6 สัปดาห์

โบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum Toxin) ยกกระชับใบหน้า ลดริ้วรอย ปรับกรอบหน้า

การยกกระชับใบหน้าด้วยโปรแกรมฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน ช่วยยกกระชับใบหน้า ลดริ้วรอย โดยการคลายกล้ามเนื้อส่วนที่ดึงผิวลงและลดเลือนริ้วรอยจากการขยับใบหน้า เทคนิคการฉีดลิฟต์กรอบหน้าจะช่วยคลายกล้ามเนื้อส่วนคอที่ดึงแก้มลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนบนทำงานดึงผิวขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผิวบริเวณแนวขากรรไกรจึงดูตึงกระชับและกรอบหน้ามีความคมชัดขึ้น

การทำหัตถการนี้ใช้เวลาสั้นเพียง 10-15 นาที โดยแพทย์จะกระจายตัวยาฉีดเข้าสู่ชั้นผิวตื้น ๆ บริเวณกรอบหน้าและใต้คางเพื่อปรับกรอบหน้าให้เรียวสวย การลดเลือนริ้วรอยจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในช่วง 7-14 วัน ส่วนการปรับกรอบหน้าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้นในช่วง 2-4 สัปดาห์

ประสิทธิภาพการยกกระชับจะคงอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของสารที่เลือกใช้และอัตราการเผาผลาญของร่างกายแต่ละบุคคล โดยสารจะค่อย ๆ สลายตัวไปเองตามธรรมชาติโดยไม่ทิ้งสารตกค้างใต้ชั้นผิวหนัง

โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ ยกหน้า แก้ปัญหาหน้าตก เติมเต็มส่วนที่ยุบตัว

การฉีดสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูโรนิกแอซิด ผ่านโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ ช่วยยกกระชับหน้าได้โดยการเติมเข้าไปในชั้นกระดูกและไขมันส่วนที่ทรุดตัวลงตามวัย แพทย์จะใช้วิธีฉีดลงชั้นลึกบริเวณจุดพยุงหน้าเพื่อดึงโครงสร้างผิวส่วนที่หย่อนคล้อยให้ยกตัวกลับขึ้นมาใหม่ เทคนิคนี้เหมาะกับคนที่มีปัญหาร่องแก้มลึก แก้มตอบ หรือเบ้าตาที่ยุบตัวลงจนทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและมีอายุ

สารเติมเต็มประเภทนี้จะดึงโมเลกุลน้ำเข้ามาเกาะรอบตัวส่งผลให้ชั้นผิวหนังมีความหนาแน่นและเรียบเพิ่มขึ้น ตัวยาที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องสามารถคงผลลัพธ์การยกตัวได้นานประมาณ 12-18 เดือน โดยตัวสารสามารถสลายได้ตามกลไกธรรมชาติของร่างกาย ตัวอย่างแบรนด์ที่ใช้ฉีดชั้นกระดูกเพื่อการพยุงผิว เช่น สารกลุ่ม Restylane Lyft หรือ Juvederm Voluma

ร้อยไหมยกกระชับหน้า (Thread Lifting) พยุงเนื้อเยื่อแบบเร่งด่วน

การร้อยไหมยกกระชับหน้า คือการใช้ไหมละลายมีเงี่ยงสอดเข้าไปในชั้นผิวเพื่อเกี่ยวล็อกและดึงชั้นโครงสร้างผิวที่หย่อนคล้อยให้ยกตัวขึ้นหลังทำเสร็จ วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหากล้ามเนื้อตกและแก้มห้อยได้ไวโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่รอบแนวเส้นไหมเพื่อช่วยพยุงผิวในระยะยาว

วัสดุไหมละลายจะค่อย ๆ สลายตัวไปเองตามธรรมชาติ ผลลัพธ์การยกกระชับจึงอยู่ได้ประมาณ 6-8 เดือน ตัวอย่างวัสดุไหมยกกระชับที่ใช้กันแพร่หลาย เช่น ไหมประเภท PDO หรือไหม PLLA

ศัลยกรรมดึงหน้า (Facelift) ยกกระชับหน้าระยะยาว

การศัลยกรรมดึงหน้า หรือ Facelift เป็นทางเลือกในการยกกระชับหน้ากับคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยรุนแรง ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่อยู่ได้นานกว่าหัตถการแบบไม่ต้องผ่าตัด การผ่าตัดนี้ทำโดยการลอกชั้นผิวหนังและเย็บตรึงชั้นกล้ามเนื้อส่วนลึกที่เรียกว่า SMAS กลับขึ้นไปในตำแหน่งเดิมก่อนหย่อนคล้อย แพทย์จะผ่าตัดเปิดแผลบริเวณหน้าใบหูยาวไปถึงหลังใบหูเพื่อซ่อนรอยแผลเป็น ระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ การใช้ชีวิต และการดูแลหลังผ่าตัดของแต่ละคน ซึ่งแพทย์จะประเมินให้ก่อนผ่าตัด

การพักฟื้นหลังผ่าตัดแบ่งเป็นช่วง ตั้งแต่วันแรกที่บวมมาก ไปจนถึงช่วงที่อาการบวมลดลง โดยแพทย์เป็นผู้กำหนดว่ากลับไปทำงานได้เมื่อไหร่ ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดต้องสวมผ้ารัดใบหน้าตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงสัปดาห์แรก เพื่อช่วยพยุงโครงสร้างผิวและลดการสะสมของของเหลวใต้ผิวหนัง การทำความสะอาดแผลอย่างเคร่งครัดด้วยน้ำเกลือและทายาตามแพทย์สั่งช่วยดูแลรอยเย็บตามแนวไรผมให้สะอาด

สรุป 8 หัตถการยกกระชับหน้ามีอะไรบ้าง ?

หัตถการชั้นที่ลงลึกเห็นผลอยู่ได้นานพักฟื้นความเจ็บ (10)ราคาโดยประมาณเหมาะกับ
MFUSMAS 4.5 มม.3 เดือน1–2 ปีไม่ต้อง7–8แก้มหย่อน เหนียงย้อย
Thermageหนังแท้+ไขมัน2–3 เดือน12 เดือนไม่ต้อง6–7เนื้อแก้มเยอะ
HIFU/Ultraformer1.5–4.5 มม.2–3 เดือน6 เดือนไม่ต้อง3–5อายุ 20–30 เริ่มหย่อน
Sculptra/Radiesseชั้นลึก4–6 สัปดาห์1–2 ปี1–2 วัน–ผิวบาง ขาดคอลลาเจน
Botulinum Toxinผิวตื้น7–14 วัน4–6 เดือนไม่ต้อง–กรอบหน้า ริ้วรอย
โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ชั้นกระดูก/ไขมันทันที12–18 เดือน1–2 วัน–ร่องแก้ม แก้มตอบ
ร้อยไหมชั้นผิวหนังทันที6–8 เดือน3–7 วัน–แก้มห้อยเร่งด่วน
ศัลยกรรมดึงหน้าSMAS ผ่าตัด1–3 เดือน5–10 ปี7–10 วัน–หย่อนคล้อยรุนแรง

ยกกระชับหน้าด้วยตัวเอง หรือ ยกกระชับหน้าด้วยวิธีธรรมชาติ ช่วยได้จริงไหม ?

การยกกระชับหน้าด้วยตัวเองและวิธีธรรมชาติสามารถช่วยชะลอความเสื่อมสภาพของผิวหนังชั้นบนได้จริง แต่ไม่สามารถแก้ไขความหย่อนคล้อยในโครงสร้างผิวชั้นลึกได้เทียบเท่ากับการทำหัตถการแพทย์

วิธีการดูแลตัวเองเหล่านี้ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเหลวใต้ผิวและเพิ่มความยืดหยุ่นบริเวณผิวชั้นนอก แต่ต้นเหตุความหย่อนคล้อยที่แท้จริงเกิดจากการฝ่อตัวของไขมันและการอ่อนแรงของชั้นกล้ามเนื้อ SMAS ซึ่งอยู่ลึกใต้ผิวหนังลงไปถึง 4.5 มิลลิเมตร การใช้วิธีธรรมชาติจึงทำได้เพียงประคับประคองและชะลอการเกิดริ้วรอยใหม่เพื่อยืดอายุผิวพรรณในระยะยาว

รูปแบบการดูแลผิววิธีธรรมชาติและทำด้วยตัวเองหัตถการและเทคโนโลยีทางการแพทย์
ระดับความลึกที่เข้าถึงใต้ชั้นผิวชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ส่วนบนชั้นไขมันและชั้นกล้ามเนื้อ SMAS ลึก 4.5 มิลลิเมตร
ระยะเวลาในการเริ่มเห็นผลลัพธ์8 ถึง 12 สัปดาห์ ของการทำสม่ำเสมอ1 ถึง 30 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดการรักษา

โยคะหน้าและนวดยกกระชับใบหน้า กระตุ้นการไหลเวียนเลือด

โยคะหน้ากับการนวดกดจุด ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าให้แข็งแรงขึ้นจนส่งผลให้ผิวพรรณดูเต่งตึงขึ้นได้จริง การขยับกล้ามเนื้อเฉพาะจุดอย่างสม่ำเสมอช่วยเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ผิวหนังชั้นบนทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งและลดอาการบวมน้ำบริเวณแก้มอย่างเห็นได้ชัด

เราควรทำท่าบริหารเหล่านี้อย่างน้อยวันละ 10 ถึง 15 นาที เป็นประจำทุกวันเพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน การนวดจากกึ่งกลางใบหน้าออกไปทางด้านข้างและปัดขึ้นไปทางแนวไรผมจะช่วยพยุงโครงสร้างผิวชั้นนอกไม่ให้คล้อยตามแรงโน้มถ่วง ควรใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นหรือเซรั่มบำรุงผิวร่วมด้วยเพื่อลดแรงเสียดทานอันเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอยรอบดวงตาและร่องแก้ม

การทำกัวซา (Gua Sha) ยกกระชับหน้าศาสตร์แพทย์แผนจีน

การทำกัวซาช่วยลดอาการบวมน้ำและยกกระชับหน้าโดยอาศัยแผ่นหินนวดผิวเพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนน้ำเหลืองใต้ผิวหนังตามศาสตร์แพทย์แผนจีนโบราณ วิธีนี้ช่วยระบายของเสียที่คั่งค้างบริเวณใบหน้าทำให้กรอบหน้าแลดูชัดเจนขึ้นชั่วคราว เราควรเลือกใช้แผ่นหินธรรมชาติต่าง ๆ เช่น หินหยก (Jade) หรือ โรสควอตซ์ (Rose Quartz) ที่แช่เย็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดอุณหภูมิผิวพรรณ

น้ำหนักมือในการขูดนวดต้องมีความพอดีเพื่อป้องกันการเกิดรอยช้ำอักเสบใต้ชั้นผิวหนัง ทิศทางการลากแผ่นหินต้องเริ่มจากกึ่งกลางใบหน้าปาดออกไปสู่แนวขมับและหลังใบหูเสมอ การทาออยล์บำรุงผิวหน้าปริมาณ 3 ถึง 5 หยด ก่อนเริ่มทำกัวซาจะช่วยลดแรงเสียดทานและป้องกันการเกิดริ้วรอยรอบดวงตาได้เป็นอย่างดี

ทาครีมยกกระชับผิวหน้า เติมความชุ่มชื้น ลดริ้วรอย

การทาครีมบำรุงผิวช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและกักเก็บน้ำในชั้นผิวภายนอก ทำให้ริ้วรอยตื้น ๆ ดูจางลงและผิวดูอิ่มฟูขึ้นหลังทา ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มักเน้นการเติมความชุ่มชื้นและการดึงน้ำเข้าสู่เซลล์ผิวเพื่อลดการสูญเสียน้ำระหว่างวัน เราควรเลือกส่วนผสมกลุ่มสารดึงน้ำอย่าง ไฮยาลูโรนิกแอซิด ที่ช่วยดึงน้ำเข้ามากักเก็บไว้ในชั้นผิว

เพื่อผลลัพธ์ในการดูแลผิวตามวัยในระยะยาว ครีมบำรุงผิวควรมีส่วนผสมที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของคอลลาเจนและผลัดเซลล์ผิวร่วมด้วย สารสกัดกลุ่ม เรตินอล ความเข้มข้น 0.1-0.5% หรือเปปไทด์สายสั้น มีส่วนช่วยปรับโครงสร้างผิวชั้นนอกให้เรียบขึ้น โดยกระบวนการฟื้นฟูผิวนี้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงในช่วงเวลากลางคืนที่มีการซ่อมแซมเซลล์ตามธรรมชาติ

ปรับพฤติกรรม ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ ชะลอความหย่อนคล้อย

การดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตร และนอนหลับพักผ่อนให้ครบ 7-8 ชั่วโมง ต่อวัน เป็นวิธีการดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานของการยกกระชับผิวหน้าจากภายใน ช่วยชะลอการสูญเสียคอลลาเจน และพยุงให้การยกหน้าคงผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขาดน้ำทำให้เซลล์ผิวเหี่ยวแห้ง ส่งผลให้ผิวหน้าดูหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอยได้ง่ายกว่าปกติ การดื่มน้ำสะอาดอย่างสม่ำเสมอช่วยรักษาความชุ่มชื้นในชั้นเดอร์มิส ทำให้ผิวฟูและยืดหยุ่นขึ้น

ช่วงเวลาทองของการฟื้นฟูผิวคือช่วงหลับลึกรอบแรกหลังจากเริ่มนอน ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ การเข้าสู่ช่วงหลับลึกได้เต็มที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบนใบหน้า ลดการอักเสบ และช่วยป้องกันไม่ให้ผิวหน้าสูญเสียความกระชับก่อนวัยอันควร การปรับเวลานอนและดื่มน้ำให้เพียงพอจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำหัตถการยกกระชับหน้าให้คงผลลัพธ์ได้นานขึ้น

ยกกระชับหน้าแบบไหนดี ? เปรียบเทียบหัตถการแบบไม่ผ่าตัด vs ผ่าตัดดึงหน้า

ตารางเปรียบเทียบการยกกระชับหน้าแบบไม่ผ่าตัดกับผ่าตัดดึงหน้า ทั้งกลุ่มเป้าหมาย ระยะพักฟื้น และระยะเวลาผลลัพธ์

การเลือกวิธียกกระชับปรับรูปหน้าขึ้นอยู่กับระดับความหย่อนคล้อยและระยะเวลาพักฟื้นที่ยอมรับได้เป็นสำคัญ การทำหัตถการไม่ผ่าตัดช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวโดยตรง ส่วนการศัลยกรรมจะเน้นการตัดแต่งผิวหนังและดึงชั้นกล้ามเนื้อลึกเพื่อผลลัพธ์ที่นานกว่า

หัวข้อเปรียบเทียบหัตถการไม่ผ่าตัดศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า
กลุ่มเป้าหมายผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลางผิวหย่อนคล้อยรุนแรงมาก
ระยะเวลาพักฟื้นไม่ต้องพักฟื้นหรือใช้เวลา 1-2 วันพักฟื้นประมาณ 7-10 วัน
ระยะเวลาผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6-24 เดือนอยู่ได้หลายปี ขึ้นอยู่กับการดูแล

ผู้ที่มีอายุช่วง 30-45 ปีมักตอบสนองได้ดีกับการใช้คลื่นพลังงานความร้อนกระตุ้นผิวชั้นลึก ส่วนผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีปัญหาหนังตาตกและร่องแก้มลึกชัดเจนมักได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับต้นเหตุมากกว่าจากการผ่าตัดดึงผิวในชั้น SMAS เพื่อดึงพยุงโครงสร้างแก้มที่คล้อยออกไปด้านข้างอย่างมีประสิทธิภาพ

หน้าหย่อนคล้อยควรทําหัตถการอะไร ? ประเมินความคุ้มค่าตามระดับปัญหาและช่วงอายุ

การเลือกแนวทางในการยกกระชับหน้า ต้องพิจารณาจากระดับความหย่อนคล้อยและโครงสร้างชั้นผิวในแต่ละช่วงวัย เพื่อผลลัพธ์ที่ตรงกับปัญหาและเหมาะกับงบที่มีในระยะยาว

  • กลุ่มอายุ 25-35 ปี ที่มีริ้วรอยตื้นและแก้มตอบ การยกกระชับปรับรูปหน้าควบคู่การเติมสารเติมเต็มกรดไฮยาลูโรนิกปริมาณ 1-2 ซีซี ช่วยพยุงผิวที่เริ่มคล้อยได้ดี
  • กลุ่มอายุ 35-50 ปี ที่เริ่มมีแก้มห้อยร่องแก้มลึก การรักษาด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงเฉพาะเจาะจงปีละ 1 ครั้ง ช่วยดึงรั้งผิวชั้นลึกโดยไม่ต้องพักฟื้น
  • กลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ผิวสูญเสียคอลลาเจนและกระดูกยุบตัว การใช้เส้นไหมละลายร่วมกับการทำคลื่นความถี่วิทยุชนิดขั้วเดี่ยวช่วยพยุงเนื้อเยื่อหย่อนคล้อยรอบมุมปากได้ประมาณ 6-8 เดือน

เทคนิคยกกระชับคอและแก้ม เพื่อหน้าเรียว กรอบหน้าชัด

การยกกระชับคอและแก้มเพื่อสร้างกรอบหน้าชัด ทำได้โดยการเน้นรักษาแนวขากรรไกรกับเหนียงใต้คางร่วมกันเพื่อผลลัพธ์ที่สมดุล สามารถใช้วิธีรักษาร่วมกันระหว่างเทคโนโลยีคลื่นเสียงความถี่สูงและการฉีดสารคลายกล้ามเนื้อเพื่อลดแรงดึงรั้งบริเวณลำคอ แนวทางปฏิบัติหลักประกอบด้วยวิธีต่อไปนี้

  • การทำทรีตเมนต์คลื่นความถี่วิทยุเน้นบริเวณเหนียงและแนวกราม เพื่อลดไขมันส่วนเกินกระตุ้นการหดตัวของผิวหนังรอบคอ
  • การฉีดสารลดริ้วรอยบริเวณกล้ามเนื้อพลาทิสมา (Platysma) เพื่อลดแรงดึงลงของผิวหน้าช่วยให้พยุงแก้มขึ้นไปด้านบนได้เร็วขึ้น

การดูแลหลังทำหัตถการควรนอนหนุนหมอนสูงในช่วง 48 ชั่วโมง แรกเพื่อลดอาการบวมน้ำและช่วยพยุงผิวส่วนคอให้เข้าที่เร็วยิ่งขึ้น

ข้อควรรู้ก่อนยกกระชับหน้า มาตรฐานความปลอดภัยและกฎหมายสถานพยาบาล

การตรวจสอบความปลอดภัยก่อนตัดสินใจเลือกวิธียกกระชับใบหน้า เริ่มจากการเช็คสถานพยาบาลและตัวบุคคลที่ให้บริการ สถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานต้องมีป้ายแสดงเลขใบอนุญาตประกอบกิจการ 11 หลัก ติดไว้ในที่เปิดเผยและมองเห็นชัดเจนหน้าสถานพยาบาล ปัจจัยสำคัญที่ต้องตรวจสอบให้มั่นใจก่อนรับบริการรักษาผิวหน้า มีดังนี้

  • รายชื่อแพทย์ต้องปรากฏในระบบตรวจสอบสมาชิกของแพทยสภา โดยมีสถานะคงอยู่และมีรูปถ่ายตรงกับตัวจริงที่ทำการผ่าตัดหรือทำหัตถการ
  • ห้องผ่าตัดสำหรับเคสผ่าตัดดึงหน้าต้องเป็นห้องปลอดเชื้อระบบแรงดันบวก เพื่อป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือด
  • สถานพยาบาลต้องมีเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติหรือเครื่อง AED และถังออกซิเจนสำรองพร้อมใช้งานตลอดเวลา เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำหัตถการ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการยกกระชับหน้า

เครื่องยกกระชับผิวหน้า MFU, Thermage และ HIFU เจ็บต่างกันไหม ?

ระดับความเจ็บของเครื่องยกกระชับหน้าทั้งสามชนิดมีความแตกต่างกันตามเทคโนโลยีพลังงานที่ส่งลงลึกสู่ชั้นผิว โดยระดับความรู้สึกจะแปรผันตามขนาดของโฟกัสคลื่นพลังงานที่ส่งลงไปใต้ชั้นผิวหนังเพื่อกระตุ้นอีลาสติน การเตรียมผิวด้วยการแปะยาชาชนิดครีมเข้มข้นล่วงหน้า 45-60 นาที ช่วยบรรเทาความรู้สึกจี๊ดบริเวณแนวกระดูกกรามได้ดี

เครื่องยกกระชับหน้าลักษณะพลังงานความรู้สึกขณะทำ
MFUคลื่นอัลตราซาวด์โฟกัสจุดใหญ่เจ็บจี๊ดลึกและหน่วงบริเวณกระดูกแก้ม
Thermageคลื่นวิทยุความร้อนแบบเหมาพื้นที่รู้สึกร้อนลึกสลับเย็นจากหัวพ่นแก๊ส
HIFUคลื่นอัลตราซาวด์โฟกัสจุดเล็กเจ็บตึงอุ่น ๆ คล้ายเข็มสะกิดเบา ๆ

ถ้าเปรียบเทียบระดับความรู้สึกเจ็บเต็ม 10 คะแนน MFU มักอยู่ในระดับ 7-8 คะแนน เพราะส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ส่วน Thermage อยู่ที่ระดับ 6-7 คะแนน และ HIFU อยู่ที่ระดับ 3-5 คะแนน ผู้เข้ารับการสามารถเลือกใช้ระบบลมเป่าเย็นความแรงสูงคู่กับการประคบน้ำแข็งได้ เพื่อลดการสะสมความร้อนใต้ผิวชั้นลึก

สามารถรักษาด้วยหัตถการยกกระชับหน้า หลายแบบร่วมกันได้หรือไม่ ?

สามารถทำหัตถการยกกระชับหน้าหลายรูปแบบร่วมกันได้ และมักให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเนื่องจากแต่ละวิธีแก้ปัญหาผิวในชั้นที่แตกต่างกัน การผสานเทคโนโลยีช่วยเสริมประสิทธิภาพการรักษาให้ครอบคลุมทุกมิติ เช่น การทำ MFU ส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ควบคู่กับโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มปริมาตรผิวที่ยุบตัวในชั้นกระดูก การรักษาแบบผสมผสานนี้ช่วยลดจำนวนครั้งในการเดินทางมารับบริการและช่วยให้ผลลัพธ์โดยรวมดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

การจัดลำดับขั้นตอนการรักษาเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันผิวอักเสบมากเกินไป แพทย์มักแนะนำให้ทำกลุ่มเครื่องยกกระชับที่ใช้ความร้อนสูงก่อนการฉีดสารเติมเต็มหรือสารลดเลือนริ้วรอยอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้พลังงานความร้อนเข้าไปสลายตัวยาที่เพิ่งฉีดเข้าไปใต้ผิวหนัง

ผู้ชายกับผู้หญิง มีวิธียกกระชับใบหน้าต่างกันหรือไม่ ?

การยกกระชับหน้าของผู้ชายและผู้หญิงมีโครงสร้างทางผิวที่แตกต่างกัน ทำให้ต้องใช้พลังงานและเทคนิคที่จำเพาะเจาะจง ผิวหนังของผู้ชายมีความหนามากกว่าผู้หญิงประมาณ 25% มีความหนาแน่นของคอลลาเจนสูงกว่า และมีแนวเส้นขนบริเวณหนวดเคราที่ส่งผลต่อการนำพลังงานความร้อนเข้าสู่ชั้นผิวหนัง

ปัจจัยผิวพรรณผู้ชายผู้หญิง
ความหนาของชั้นผิวผิวหนาและมีรูขุมขนกว้างกว่าผิวบางและสูญเสียคอลลาเจนง่ายกว่า
แนวโน้มการสะสมไขมันมักสะสมไขมันบริเวณแก้มล่างและเหนียงไขมันฝ่อตัวทำให้หน้าตอบและดูโทรม
การปรับระดับพลังงานใช้พลังงานระดับสูงขึ้นเพื่อลงลึกถึงชั้น SMASใช้พลังงานระดับปานกลางเน้นกระตุ้นคอลลาเจน

โครงหน้าของผู้ชายต้องการเน้นกรอบหน้าและสันกรามที่คมชัด แพทย์มักใช้หัวเครื่องมือที่ส่งพลังงานความร้อนลงลึกเพื่อลดไขมันส่วนเกินควบคู่กับการดึงผิว ส่วนผู้หญิงมักเน้นความละมุนและเติมเต็มปริมาตรผิวที่สูญเสียไป การวางแผนยกกระชับปรับรูปหน้าจึงต้องปรับเปลี่ยนไปตามลักษณะทางกายภาพเฉพาะบุคคล

สรุป

ยกกระชับหน้า มีหลากหลายวิธีให้เลือกสรรตามระดับความหย่อนคล้อยของผิวหนังในแต่ละบุคคล ตั้งแต่วิธีธรรมชาติอย่างการนวดกัวซาเพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนน้ำเหลือง จนถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การทำ MFU ลึกถึงชั้น SMAS หรือการผ่าตัดดึงหน้าเพื่อผลลัพธ์ที่นาน การประเมินสภาพผิวร่วมกับแพทย์เฉพาะทางอย่างละเอียดจะช่วยให้เราสามารถเลือกวิธีแก้ไขปัญหาได้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

ถ้ากำลังมองหาแนวทางการดูแลผิวให้ดูกระชับขึ้น และต้องการยกกระชับปรับรูปหน้าอย่างมั่นใจ แนะนำให้เริ่มต้นจากการเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินโครงสร้างผิวและกระดูกใบหน้าในเบื้องต้น ควรเลือกใช้บริการกับสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและมีใบอนุญาตประกอบกิจการอย่างถูกต้อง

แหล่งอ้างอิง

  1. Shuster S, Black MM, McVitie E. The influence of age and sex on skin thickness, skin collagen and density. British Journal of Dermatology ปี 1975 เล่มที่ 93 ฉบับที่ 6 หน้า 639 ถึง 643 (อัตราการลดลงของคอลลาเจนตามอายุ และความหนาของผิวหนังที่ต่างกันระหว่างเพศ)
  2. Varani J, et al. Decreased collagen production in chronologically aged skin. American Journal of Pathology ปี 2006 เล่มที่ 168 ฉบับที่ 6 หน้า 1861 ถึง 1868 (การสร้างคอลลาเจนที่ลดลงตามวัย)
  3. Analysis of Craniofacial Remodeling in the Aging Midface Using Reconstructed Three-Dimensional Models in Paired Individuals. Plastic and Reconstructive Surgery ปี 2017 (การทรุดตัวของโครงสร้างกระดูกใบหน้าตามวัย)
  4. Microfocused ultrasound with visualization. Consensus on safety and review of energy-based devices. PubMed รหัส 34951735 (ระดับความลึก 1.5 ถึง 4.5 มิลลิเมตร และอุณหภูมิของจุดความร้อนที่ใช้กระตุ้นคอลลาเจน)
Dr Anuchit Adirojananon

เกี่ยวกับผู้เขียน

นพ. อนุชิต อดิโรจนานนท์

คุณหมอเจ หรือ นพ. อนุชิต อดิโรจนานนท์ เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางที่ได้รับวุฒิบัตร ชำนาญด้านการฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ของใบหน้าโดยเน้นผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ประจำโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งดิอาท กรุงเทพฯ มีประสบการณ์ด้านศัลยกรรมตกแต่งมากกว่า 6 ปี และผ่านการฝึกอบรมกับศัลยแพทย์ชั้นนำในเกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และยุโรป ในฐานะสมาชิกสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยนานาชาติ (ISAPS) และผู้พัฒนาเทคนิคเฉพาะ เช่น V-neck Lift คุณหมอได้ดูแลคนไข้จากกว่า 10 ประเทศที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและคงอยู่ในระยะยาว ด้วยการผสานมุมมองเชิงศิลป์เข้ากับความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ คุณหมอจึงสามารถวางแผนการรักษาให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความงามของคนไข้แต่ละราย พร้อมคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และความงามตามธรรมชาติของแต่ละบุคคล

Doctor Jay Before & After gallery

Browse our Before & After

Gallery

RECENT POSTS

YouTube

กรอกข้อมูล
ให้เราติดต่อกลับ

เริ่มต้นเส้นทางสู่ความมั่นใจครั้งใหม่

เริ่มต้นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง ด้วยการจองคิวปรึกษากับหมอเจวันนี้ ในการปรึกษาแบบเฉพาะบุคคล หมอเจจะรับฟังเป้าหมายของคุณ อธิบายเทคนิคที่เหมาะสม และออกแบบแผนการดูแลที่เข้ากับโครงหน้าและความต้องการของคุณโดยเฉพาะ

LINEทักไลน์สอบถาม • นัดคิว Messengerทักแชทเลย โทรปรึกษา02 124 3792