ตรวจทานเนื้อหาโดย นพ. อนุชิต อดิโรจนานนท์ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเลขที่ 45390

ศัลยกรรมดึงหน้าอันตรายไหม ข้อเสียของการดึงหน้าและผลข้างเคียงที่ต้องรู้ก่อนทำ

สารบัญ

ประเด็นสำคัญ

  • ข้อเสียของการศัลยกรรมดึงหน้า คือความเสี่ยงเรื่องการเกิดรอยแผลเป็นบริเวณแนวไรผมและหลังใบหู รวมถึงมีระยะเวลาฟื้นตัวนานพร้อมอาการบวมและอาการชาชั่วคราวในช่วงแรก
  • ศัลยกรรมประเภทนี้มีค่าใช้จ่ายสูงและผลลัพธ์ไม่คงอยู่ตลอดไป เพราะผิวหนังยังคงหย่อนคล้อยตามอายุและมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ใบหน้าสองข้างไม่เท่ากัน หรือผมร่วงชั่วคราวบริเวณรอบแผล
  • การผ่าตัดในสถานพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐานเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตจากการขาดระบบช่วยชีวิตฉุกเฉินกับการดูแลสัญญาณชีพตลอดการผ่าตัด
  • การเตรียมร่างกายให้พร้อมและการเลือกใช้เทคนิคดึงหน้าชั้นลึกกับศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง จะช่วยลดแรงตึงผิวและลดโอกาสเกิดปัญหาผิวหน้าตึงแข็งหรือติ่งหูดึงรั้งผิดรูปได้

หลายคนมักมีคำถามว่า “ข้อเสียของการศัลยกรรมดึงหน้า อันตรายไหม” และกังวลกับผลลัพธ์ที่อาจดูตึงแข็งไม่เป็นธรรมชาติหลังศัลยกรรม การทำความเข้าใจผลข้างเคียงของการศัลยกรรมดึงหน้าเหล่านี้ช่วยให้เราวางแผนรับมือได้อย่างถูกต้อง

บทความนี้ นพ. อนุชิต อดิโรจนานนท์ (Doctor Jay) ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเลขที่ 45390 ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัด แนวทางการสังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ และขั้นตอนลดความเสี่ยงด้วยเทคนิคปรับโครงสร้างผิวชั้นลึก เพื่อช่วยให้ผู้ที่ต้องการกระชับผิวหน้าได้รับข้อมูลที่รอบด้านสำหรับการตัดสินใจ

5 ข้อเสียของการดึงหน้า และปัญหาผ่าตัดผิดพลาดที่ทำให้หลายคนลังเล

ข้อเสียของการดึงหน้า 5 ข้อ เช่น รอยแผลเป็น หน้าตึงเกินไป และความเสี่ยงเรื่องเส้นประสาท


ข้อเสียของการศัลยกรรมดึงหน้า
ที่ทำให้หลายคนกังวลคือผลลัพธ์ที่ไม่เป็นธรรมชาติและการเกิดรอยแผลเป็นรอบใบหู ปัญหาเหล่านี้มักเกิดจากเทคนิคการเย็บดึงผิวหนังที่ตึงเกินไปและการลงแผลผ่าตัดที่คลาดเคลื่อนจากแนวไรผมตามธรรมชาติ คนที่สนใจจะต้องศึกษารายละเอียดของความเสี่ยงทั้ง 5 ด้าน ก่อนตัดสินใจเข้าพบแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาอย่างรัดกุม

1. รอยแผลเป็นบริเวณแนวไรผมที่ต้องใช้เวลาดูแล

ข้อเสียของการศัลยกรรมดึงหน้าในส่วนของรอยแผลเป็น คือการทิ้งร่องรอยยาวขนานไปตามแนวขมับ อ้อมใบหู จนถึงท้ายทอย ซึ่งเป็นสิ่งเลี่ยงไม่ได้ในการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าแบบดั้งเดิม รอยแผลเหล่านี้จะปรากฏเป็นเส้นสีแดงเข้มนูนในช่วงแรก และต้องการ การดูแลเอาใจใส่อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นแผลเป็นคีลอยด์หนาตัวขึ้นมา

กระบวนการดูแลแผลผ่าตัดนี้ต้องอาศัยวินัยอย่างสูง โดยควรทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือและทายาฆ่าเชื้อตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดในช่วง 7 ถึง 14 วันแรก ก่อนจะเริ่มทายาซิลิโคนเจลลดรอยแผลเป็นต่อเนื่องนาน 3 ถึง 6 เดือน เพื่อช่วยให้เส้นแผลแลดูจางลงและแลดูเรียบไปกับผิวหนังรอบข้าง

การปฏิบัติตัวเพื่อลดความเด่นชัดของรอยแผลเป็นตามแนวไรผมมีขั้นตอนสำคัญดังนี้

  • ทาเจลซิลิโคนลดรอยแผลเป็นหลังจากตัดไหมเรียบร้อยแล้ว เพื่อช่วยควบคุมการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวไม่ให้โตนูน
  • หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรงบริเวณแผลนานอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้แผลเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ
  • งดการดึง รั้ง หรือนวดรุนแรงรอบใบหูและไรผมในช่วง 1 เดือนแรก ป้องกันแผลแยกและขยายกว้างขึ้น

2. ใบหน้าดูตึงเกินไป ดูไม่เป็นธรรมชาติ (Over pulled look)

ข้อเสียของการศัลยกรรมดึงหน้าที่พบได้บ่อยคือผิวหน้าตึงเกินไปจนแสดงอารมณ์ทางใบหน้าได้ยาก เกิดจากการดึงผิวหนังชั้นนอกตึงเกินไปโดยไม่ได้เย็บปรับโครงสร้างกล้ามเนื้อชั้นลึก หรือที่เรียกว่าชั้น SMAS ให้สอดคล้องกัน ปัญหานี้ส่งผลให้มุมปากถูกดึงรั้งขึ้นไปผิดปกติ ดวงตาดูเบิกกว้างตลอดเวลา และแก้มดูแบนราบแลดูไม่มีมิติยามยิ้มแย้ม ข้อผิดพลาดที่ทำให้เกิดลักษณะหน้าตึงแข็งจนดูคล้ายหน้ากาก มีสาเหตุหลักมาจากกลไกทางสรีรวิทยาเหล่านี้

  • การตัดแต่งผิวหนังส่วนเกินออกมากเกินไป ทำให้แรงตึงตกอยู่บนผิวหนังชั้นบนสุดแทนที่จะอยู่บนกล้ามเนื้อชั้นลึก
  • การดึงทิศทางของผิวหนังเฉียงขึ้นไปทางใบหูมากเกินไป ทำให้รูปปากและพวงแก้มบิดเบี้ยวผิดรูปทรงธรรมชาติ
  • ผิวขาดความยืดหยุ่นในกลุ่มผู้ที่เคยผ่านการทำหัตถการความร้อนสูงบ่อยครั้ง ทำให้โครงสร้างผิวภายในเกิดพังผืดและดึงรั้งได้ง่ายขึ้น

สัดส่วนใบหน้าที่สมดุลหลังการผ่าตัดจะช่วยลดปัญหานี้ได้ โดยผิวหนังชั้นนอกควรมีความหยุ่นตัวและขยับตามการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใต้ผิวหนังได้ประมาณ 5 ถึง 10 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นระยะขยับปกติหลังผ่าตัด ยามพูดคุยหรือยิ้มแย้มตามปกติ

3. ความเสี่ยงเรื่องเส้นประสาทใบหน้าบาดเจ็บ (Nerve Injury)

การบาดเจ็บของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ที่ควบคุมการเคลื่อนไหวใบหน้า เป็นความเสี่ยงรุนแรงที่สุดจากการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าผิดพลาด ความเสียหายนี้ทำให้เกิดอาการปากเบี้ยว ยิ้มไม่เท่ากัน มุมปากตก หรือหลับตาได้ไม่สนิทเนื่องจากกล้ามเนื้ออ่อนแรง ส่วนใหญ่มักเกิดภาวะบอบช้ำชั่วคราวจากแรงดึงรั้งในห้องผ่าตัด ซึ่งอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเส้นประสาทฟื้นตัวกลับมาทำงานปกติ ระดับความเสียหายของเส้นประสาทที่พบได้บ่อยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะดังนี้

  • ภาวะเส้นประสาทช้ำชั่วคราวจากการถูกดึงรั้ง สามารถฟื้นฟูทำให้กลับสู่ภาวะปกติได้ภายใน 3 ถึง 6 เดือน ร่วมกับการกินวิตามินบีรวมบำรุงประสาท
  • ภาวะเส้นประสาทเสียหายในระยะยาวจากการถูกเครื่องมือผ่าตัดตัดขาด ทำให้สูญเสียการเคลื่อนไหวใบหน้าซีกนั้นอย่างถาวรและต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัดต่อเส้นประสาทภายใน 72 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่ยังต่อเส้นประสาทได้

4. ปัญหาแนวผมร่น หนังศีรษะบาง และผมร่วงบริเวณรอยแผล

ข้อเสียของการศัลยกรรมดึงหน้าในส่วนของแนวไรผม คือการเกิดภาวะผมร่วงชั่วคราวหรือถาวรบริเวณรอบรอยแผลผ่าตัด เพราะรากผมได้รับความเสียหายระหว่างการลงมีดและการเย็บดึงผิวหนัง อาการนี้มักเกิดจากการดึงรั้งผิวหนังส่วนขมับตึงมากเกินไปจนไปทำลายระบบไหลเวียนโลหิตที่ไปเลี้ยงรากผมบริเวณนั้น การขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เส้นผมเดิมค่อย ๆ หลุดร่วงไปและเกิดปัญหาหนังศีรษะบางตามมา

แนวผมร่นขึ้นไปด้านหลังเป็นอีกหนึ่งผลข้างเคียงของการศัลยกรรมดึงหน้าที่เกิดขึ้นได้บ่อย ถ้าแพทย์วางตำแหน่งแผลผ่าตัดลึกเข้าไปในหนังศีรษะมากเกินไป โดยส่วนใหญ่แล้วรากผมที่หยุดทำงานชั่วคราวจะเริ่มฟื้นตัวและกลับมางอกใหม่ในช่วงเวลา 3 ถึง 6 เดือน หลังผ่าตัด สำหรับคนที่มีปัญหาผมร่วงเยอะอาจต้องใช้การศัลยกรรมปลูกผมเสริมบริเวณรอยแผล เพื่อแก้ไขแนวไรผมให้กลับมาแลดูเป็นธรรมชาติ

5. ติ่งหูผิดรูป (Pixie Ear) จากการเย็บดึงรั้งที่ไม่พอดี

ติ่งหูย้อยยาวผิดรูปทรงหรือติ่งหูแหลมผิดธรรมชาติ เกิดขึ้นจากแรงดึงรั้งที่มากเกินไปบริเวณผิวหนังรอบใบหูระหว่างการเย็บปิดแผลผ่าตัด ข้อเสียของการศัลยกรรมดึงหน้าด้วยเทคนิคที่เย็บตรึงกล้ามเนื้อชั้นลึกไม่แน่นหนาพอ จะทำให้แรงตึงทั้งหมดตกอยู่กับผิวหนังชั้นบนและดึงรั้งติ่งหูลงมาด้านล่างจนเชื่อมติดกับแก้ม

ภาวะนี้มักแสดงอาการชัดเจนในช่วง 2 ถึง 3 เดือน หลังการผ่าตัดเมื่อโครงสร้างผิวเริ่มยุบบวมและหดรัดตัวเข้าที่ การดูแลแก้ไขปัญหาติ่งหูผิดรูปนี้ทำได้โดยการผ่าตัดเล็กเพื่อจัดตำแหน่งฐานติ่งหูใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้รอให้แผลเดิมสมานตัวสมบูรณ์อย่างน้อย 6 เดือน ก่อนลงมือแก้ไขเพื่อความปลอดภัยของผิวหนังรอบใบหู

วิธีลดข้อเสียของการดึงหน้าจาก Doctor Jay Plastic Surgery

วิธีลดข้อเสียของการศัลยกรรมดึงหน้า ตั้งแต่วิเคราะห์โครงสร้างเฉพาะบุคคลถึงการพักฟื้น

การลดข้อเสียของการศัลยกรรมดึงหน้าสามารถบริหารจัดการได้โดยการเลือกใช้เทคนิคผ่าตัดชั้นลึก ร่วมกับการดูแลรักษาตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เรามุ่งเน้นการวางแผนแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยเฉพาะบุคคล เพื่อเลี่ยงการดึงตึงที่มากเกินไปจนดูไม่เป็นธรรมชาติ

การดูแลความปลอดภัยของผู้ที่เข้ารับบริการ เริ่มต้นตั้งแต่การตรวจโครงสร้างชั้นกล้ามเนื้อใบหน้าอย่างละเอียดก่อนผ่าตัดทุกครั้ง วิธีนี้ช่วยลดความบอบช้ำของโครงสร้างชั้นใต้ผิวและรอยแผลเป็นหลังทำ ทำให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ภายใน 7 ถึง 10 วัน

เทคนิค Deep Plane ในการทำ Facelift Surgery ช่วยเลี่ยงผลข้างเคียงได้อย่างไร ?

เทคนิค Deep Plane ในการทำ Facelift Surgery ช่วยลดข้อเสียของการศัลยกรรมดึงหน้าแบบเดิมโดยการยกกระชับที่ชั้นกล้ามเนื้อลึกใต้ผิวหนังโดยตรง แทนการดึงรั้งเฉพาะผิวหนังชั้นบน วิธีนี้ช่วยกระจายแรงดึงไปยังโครงสร้างผิวส่วนลึกทำให้ผิวหน้าด้านบนดูกระชับและแลดูเป็นธรรมชาติ เราใช้การแยกชั้นโครงสร้างผิวด้วยความละเอียดเพื่อเลี่ยงผลข้างเคียงต่าง ๆ ดังนี้

  • ลดแรงดึงรั้งผิวชั้นบน ช่วยเลี่ยงปัญหาแผลเป็นดึงรั้งและติ่งหูย้อยผิดรูปหลังผ่าตัด
  • ถนอมระบบหมุนเวียนเลือดใต้ผิวหนัง ทำให้บวมน้อยและร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้นภายใน 7 ถึง 10 วัน
  • หลีกเลี่ยงการทำลายรากผมบริเวณขมับและแนวไรผม ช่วยลดความเสี่ยงภาวะผมร่วงในระยะยาว

ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางและระบบห้องผ่าตัดที่ได้มาตรฐาน

ความปลอดภัยในการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของศัลยแพทย์ และมาตรฐานของสถานที่ประกอบการเป็นสำคัญ การเลือกรับบริการจากแพทย์ที่ได้รับวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญด้านศัลยศาสตร์ตกแต่งโดยตรง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ ซึ่งเรามีการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยในการผ่าตัดผ่านองค์ประกอบสำคัญดังต่อไปนี้

  1. ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางที่มีรายชื่อรับรองในแพทยสภา มีความรู้เรื่องโครงสร้างเส้นประสาทใบหน้าอย่างลึกซึ้ง ช่วยเลี่ยงการบาดเจ็บของเส้นประสาทที่ควบคุมการขยับมุมปากและคิ้ว
  2. ระบบห้องผ่าตัดแรงดันบวกที่ติดตั้งเครื่องกรองอากาศประสิทธิภาพสูง สามารถกรองฝุ่นละอองและเชื้อโรคขนาดเล็กได้ ตามประสิทธิภาพของแผ่นกรอง HEPA เพื่อป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือด
  3. ระบบดมยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์เฉพาะทางแบบหนึ่งต่อหนึ่ง คอยเฝ้าระวังระบบทางเดินหายใจและสัญญาณชีพตลอดการผ่าตัดที่ใช้เวลานานกว่า 3 ถึง 4 ชั่วโมง

ดึงหน้าอันตรายไหมถ้าสถานพยาบาลไม่มีมาตรฐาน และมีความเสี่ยงอะไรบ้าง ?

ข้อเสียของการศัลยกรรมดึงหน้าและอันตรายจากการศัลยกรรมมักเพิ่มสูงขึ้น เมื่อทำในสถานพยาบาลที่ไม่มีมาตรฐานรองรับและขาดเครื่องมือกู้ชีพในยามฉุกเฉิน การคัดกรองความพร้อมทางร่างกายร่วมกับการเลือกสถานที่ผ่าตัดที่ผ่านการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหลังทำได้ เราสามารถตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของสถานพยาบาลได้ทันที ผ่านระบบสืบค้นข้อมูลสถานพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อความถูกต้องก่อนการผ่าตัด

ความเสี่ยงจากการดมยาสลบและการผ่าตัดใหญ่

การดมยาสลบเพื่อผ่าตัดใหญ่ในการศัลยกรรมดึงหน้า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจและความดันโลหิต ซึ่งปฏิกิริยาแพ้ยาสลบเกิดขึ้นได้ในบางราย การผ่าตัดที่ใช้เวลานานกว่า 3 ถึง 4 ชั่วโมง เพิ่มความเสี่ยงต่อระบบไหลเวียนโลหิตและการทำงานของปอด ความเสี่ยงทางร่างกายจากการผ่าตัดใหญ่กับการใช้ยาสลบประกอบด้วย

  • ภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำผิดปกติระหว่างการผ่าตัดส่งผลให้เลือดแข็งตัวช้าลง
  • อาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรงหลังฟื้นตัว ซึ่งแรงเบ่งอาจทำให้แผลผ่าตัดบริเวณใบหูฉีกขาด
  • ภาวะความดันโลหิตแปรปรวนในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวแฝง

ก่อนวันผ่าตัดจริง ต้องเข้ารับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและเอกซเรย์ปอดล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมทางร่างกาย

ข้อเสียของการดึงหน้าเมื่อทำในสถานพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข

ข้อเสียของการศัลยกรรมดึงหน้าในสถานพยาบาลที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน มักนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการติดเชื้อและการใช้เครื่องมือแพทย์ที่ไม่สะอาด สถานพยาบาลที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานอาจไม่มีระบบควบคุมคุณภาพยาและระบบควบคุมแรงดันอากาศในห้องผ่าตัด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสี่ยงในการติดเชื้อหลังผ่าตัด

ความผิดพลาดที่พบบ่อยจากสถานพยาบาลที่ไม่ได้รับอนุญาตประกอบด้วย

  • อัตราการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาในระบบทางเดินหายใจและแผลผ่าตัด เพราะไม่มีระบบกรองอากาศประสิทธิภาพสูง
  • การช่วยชีวิตที่ล่าช้าจากภาวะช็อก เนื่องจากไม่มีถังออกซิเจนสำรองและอุปกรณ์กู้ชีพฉุกเฉินในห้องผ่าตัด
  • เส้นประสาทใบหน้าขาดสะบั้น ส่งผลให้ปากเบี้ยวตาปิดไม่สนิทจากการผ่าตัดโดยบุคคลที่ไม่ใช่แพทย์เฉพาะทาง

สามารถป้องกันอันตรายเหล่านี้ได้ด้วยการนำเลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก ของสถานพยาบาลไปตรวจสอบสถานะสถานพยาบาลผ่านระบบออนไลน์ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพก่อนตัดสินใจผ่าตัด

ผลข้างเคียงของการศัลยกรรมดึงหน้าที่มีโอกาสพบเจอในช่วงฟื้นตัว

ผลข้างเคียงของการศัลยกรรมดึงหน้าที่อาจพบในช่วงฟื้นตัว เช่น อาการบวม รอยแผล และอาการชา

ผลข้างเคียงชั่วคราวหลังการศัลยกรรมดึงหน้า เป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่เกิดขึ้นขณะระบบหมุนเวียนเลือดและเส้นประสาทส่วนปลายกำลังฟื้นฟูสภาพในช่วงพักฟื้น

โดยจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพรอบกรอบหน้าและใบหูได้ชัดเจนที่สุดในช่วง 14 วันแรก ของการดูแลตัวเอง ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ทุเลาลงเมื่อแผลประสานกันสนิท

อาการบวมและภาวะเลือดคั่งใต้ผิวหนัง (Hematoma)

อาการบวมและภาวะเลือดคั่งใต้ผิวหนังเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยหลังการศัลยกรรมดึงหน้า เพราะการแยกโครงสร้างผิวทำให้หลอดเลือดฝอยฉีกขาด ร่างกายจะระบายของเหลวออกมาสะสมใต้ผิวหนังทำให้เกิดรอยเขียวคล้ำและผิวบวมเต่งรอบใบหูรวมถึงลำคอ ปฏิกิริยานี้จะแสดงอาการรุนแรงที่สุดในช่วง 48 ชั่วโมง แรกหลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น

ภาวะเลือดคั่งใต้ผิวหนังชนิดรุนแรงหรือ Hematoma เกิดจากการมีเลือดออกซึมไม่หยุดใต้ชั้นผิวหนังจนกลายเป็นก้อนแข็งนูน ถ้าปล่อยทิ้งไว้บริเวณรอบแผลอาจขาดเลือดไปเลี้ยงจนเกิดผิวหนังตายตามมา เราต้องเฝ้าระวังอาการปวดตึงอย่างรุนแรงที่เพิ่มขึ้นไวข้างใดข้างหนึ่งของใบหน้า

การประคบเย็นบริเวณแก้มกับลำคอในช่วง 3 วัน แรกช่วยลดการขยายตัวของหลอดเลือดได้ดี และต้องนอนยกศีรษะสูงให้อยู่ในระดับ 30 องศา ตลอดการพักฟื้นสัปดาห์แรก เพื่อลดแรงดันเลือดสะสมบริเวณใบหน้า

อาการตึงรั้งและชาบริเวณใบหน้ากับใบหูชั่วคราว

อาการชาและรู้สึกตึงรั้งผิวบริเวณแก้มรวมถึงใบหู เป็นผลข้างเคียงปกติที่เกิดขึ้นจากการที่เส้นประสาทรับความรู้สึกส่วนปลายถูกรบกวนระหว่างการเลาะแยกชั้นผิวหนัง ศัลยแพทย์จำเป็นต้องดึงขยับผิวหนังและเย็บตรึงชั้นกล้ามเนื้อระดับลึกให้ตึงขึ้น ส่งผลให้เส้นประสาทขนาดเล็กใต้ผิวหนังหยุดทำงานชั่วคราว

ความรู้สึกตึงหนาเหมือนเป็นอัมพาตชั่วคราวนี้จะค่อย ๆ ดีขึ้น เมื่อเส้นประสาทเริ่มฟื้นตัวและงอกใหม่เพื่อเชื่อมต่อกับบริเวณรอบ ๆ โดยความรู้สึกบริเวณข้างแก้มและใบหูจะเริ่มกลับคืนมาเป็นปกติในช่วง 3 ถึง 6 เดือน การนวดวนเบา ๆ รอบแผลหลังการตัดไหมช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เพื่อเร่งการทำงานของเส้นประสาทส่วนปลายได้ดี

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับข้อเสียของการดึงหน้า

อาการบวมหลังศัลยกรรมดึงหน้า จะหายเป็นปกติในกี่วัน ?

อาการบวมหลังผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าจะค่อย ๆ ยุบตัวลงและเริ่มเข้าที่จนดูเป็นปกติภายใน 14 ถึง 30 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล ในช่วงแรกหลังการผ่าตัด ใบหน้าจะบวมมากในช่วง 3 วันแรก ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของผิวหนัง หลังจากนั้นรอยเขียวช้ำจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้วจางหายไปเองตามธรรมชาติภายใน 2 สัปดาห์ สามารถแบ่งระยะการฟื้นตัวเพื่อช่วยให้เตรียมวางแผนการปฏิบัติตัวได้ชัดเจนขึ้นดังนี้

  • ช่วง 1 ถึง 3 วันแรก เป็นช่วงที่บวมมาก ควรประคบเย็นรอบใบหน้าบ่อย ๆ เพื่อช่วยควบคุมการไหลเวียนเลือดและลดอาการบวมสะสม
  • ช่วง 7 ถึง 10 วัน รอยช้ำใต้ผิวหนังจะเริ่มจางลงอย่างเห็นได้ชัด และเป็นระยะที่แพทย์จะนัดเข้ามาทำการตัดไหมผ่าตัดออก
  • ช่วง 14 วันขึ้นไป อาการบวมส่วนใหญ่จะยุบลงกว่า 80% ทำให้สามารถเริ่มแต่งหน้าอ่อน ๆ เพื่อปกปิดรอยช้ำและกลับไปทำงานได้ตามปกติ

รอยแผลเป็นจากการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า สามารถซ่อนได้มากแค่ไหน ?

รอยแผลเป็นจากการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าสามารถซ่อนแผลได้ ด้วยการวางแนวกรีดแผลซ่อนตามขอบโค้งใบหูและแนวไรผมตามธรรมชาติ แพทย์จะใช้เทคนิคการเย็บแผลแบบละเอียดกว่าปกติเพื่อซ่อนรอยเย็บไว้บริเวณหน้าใบหู ย้อนขึ้นไปในหนังศีรษะ และอ้อมไปซอกหลังใบหู รอยแผลเหล่านั้นจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากเส้นสีแดงอมชมพูเป็นเส้นสีขาวบางเรียบกลืนไปกับผิวจริงในช่วงเวลา 6 ถึง 12 เดือน หลังการผ่าตัด

การดูแลแผลหลังผ่าตัดเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยลดความหนาและสีเข้มของแผลเป็นได้ดี การเริ่มทาซิลิโคนเจลสำหรับรักษาแผลเป็นทางการแพทย์ต่อเนื่องวันละ 2 ครั้ง หลังจากตัดไหมในช่วงวันที่ 7 ถึง 10 หลังการผ่าตัด จะช่วยกระตุ้นการเรียงตัวของคอลลาเจนใต้ผิวหนังให้ราบเรียบสม่ำเสมอ

ผลลัพธ์ของการศัลยกรรมดึงหน้าอยู่ได้นานกี่ปี ?

ผลลัพธ์ของการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าไม่ได้อยู่ถาวรตลอดชีวิต เพราะกระบวนการร่วงโรยตามวัยของผิวหนังยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ การผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าเพื่อดึงผิวระดับตื้นมักคงความกระชับได้ประมาณ 5 ถึง 10 ปี ในขณะที่การศัลยกรรมดึงหน้าชั้นลึกดึงถึงชั้นกล้ามเนื้อจะช่วยคงผลลัพธ์ได้นานถึง 10 ถึง 15 ปี การเลือกเทคนิคผ่าตัดที่ไม่เหมาะกับปัญหาผิว เป็นข้อเสียของการศัลยกรรมดึงหน้าที่มีโอกาสทำให้ผิวหน้ากลับมาหย่อนคล้อยและต้องเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขซ้ำรอบสองเร็วขึ้น

อัตราการสลายตัวของคอลลาเจนและการทรุดตัวของกระดูกใบหน้าในบริเวณต่าง ๆ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ความกระชับหลังผ่าตัดเปลี่ยนแปลงไป การชะลอความเสื่อมสภาพผิวทำได้โดยการหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดและทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 PA++++ เป็นประจำทุกวันเพื่อปกป้องเส้นใยอีลาสตินใต้ชั้นผิวหนัง

สรุป

ข้อเสียของการศัลยกรรมดึงหน้า คือความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นบริเวณแนวไรผมกับหลังใบหู ร่วมกับอาการชาชั่วคราวและการฟื้นตัวที่ต้องใช้เวลานานในช่วง 14 วันแรก แผลผ่าตัดที่ดึงตึงมากเกินไปอาจทำให้ติ่งหูยืดผิดรูปหรือแนวผมร่นถอยไปด้านหลัง การผ่าตัดในสถานพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐาน ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อรุนแรงและการบาดเจ็บของเส้นประสาทควบคุมการแสดงสีหน้าได้

ควรเข้าพบศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางเพื่อประเมินโครงสร้างใบหน้าชั้นลึกก่อนตัดสินใจผ่าตัด การเลือกใช้เทคนิค Deep Plane Facelift ในห้องผ่าตัดที่ผ่านมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข จะช่วยลดผลข้างเคียงของการศัลยกรรมดึงหน้าและช่วยให้ใบหน้ากลับมาเข้าที่พร้อมใช้ชีวิตได้ปกติ โดยเฉลี่ยประมาณ 7 ถึง 10 วัน ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของแต่ละบุคคล

Dr Anuchit Adirojananon

เกี่ยวกับผู้เขียน

นพ. อนุชิต อดิโรจนานนท์

คุณหมอเจ หรือ นพ. อนุชิต อดิโรจนานนท์ เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางที่ได้รับวุฒิบัตร ชำนาญด้านการฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ของใบหน้าโดยเน้นผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ประจำโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งดิอาท กรุงเทพฯ มีประสบการณ์ด้านศัลยกรรมตกแต่งมากกว่า 6 ปี และผ่านการฝึกอบรมกับศัลยแพทย์ชั้นนำในเกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และยุโรป ในฐานะสมาชิกสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยนานาชาติ (ISAPS) และผู้พัฒนาเทคนิคเฉพาะ เช่น V-neck Lift คุณหมอได้ดูแลคนไข้จากกว่า 10 ประเทศที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและคงอยู่ในระยะยาว ด้วยการผสานมุมมองเชิงศิลป์เข้ากับความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ คุณหมอจึงสามารถวางแผนการรักษาให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความงามของคนไข้แต่ละราย พร้อมคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และความงามตามธรรมชาติของแต่ละบุคคล

Doctor Jay Before & After gallery

Browse our Before & After

Gallery

RECENT POSTS

YouTube

กรอกข้อมูล
ให้เราติดต่อกลับ

เริ่มต้นเส้นทางสู่ความมั่นใจครั้งใหม่

เริ่มต้นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง ด้วยการจองคิวปรึกษากับหมอเจวันนี้ ในการปรึกษาแบบเฉพาะบุคคล หมอเจจะรับฟังเป้าหมายของคุณ อธิบายเทคนิคที่เหมาะสม และออกแบบแผนการดูแลที่เข้ากับโครงหน้าและความต้องการของคุณโดยเฉพาะ

LINEทักไลน์สอบถาม • นัดคิว Messengerทักแชทเลย โทรปรึกษา02 124 3792