ตรวจทานเนื้อหาโดย นพ. อนุชิต อดิโรจนานนท์ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเลขที่ 45390

Facelift คืออะไร ดึงหน้าเทคนิค Deep Plane ต่างจากวิธีอื่นอย่างไร

สารบัญ

ประเด็นสำคัญ

  • Facelift Surgery คือ การผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าในระดับโครงสร้างผิวส่วนลึกใต้ชั้นกล้ามเนื้อ เพื่อแก้ไขปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย รอยเหี่ยวย่น และเหนียงใต้คาง ช่วยปรับโครงสร้างใบหน้าให้ตึงกระชับและแลดูเป็นธรรมชาติ
  • การผ่าตัดด้วยเทคนิค Deep Plane ช่วยยกกระชับโครงสร้างใบหน้าจากฐานด้านใน ลดแรงตึงรั้งของผิวหนังชั้นนอก ส่งผลให้แผลสมานตัวได้ดี ทำให้พักฟื้นไม่นาน และแสดงสีหน้าได้ตามปกติ
  • การดูแลตัวเองก่อนผ่าตัดจำเป็นต้องงดยาละลายลิ่มเลือด อาหารเสริม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 14 วัน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้แผลสมานตัวได้ดียิ่งขึ้น
  • หลังการผ่าตัดควรนอนยกศีรษะสูงและประคบเย็นในช่วงแรกเพื่อลดอาการบวม โดยทั่วไปแผลจะเริ่มแห้งสนิทและสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ภายในเวลา 7 ถึง 10 วัน

facelift คือ ทางเลือกสำหรับผู้ที่เผชิญปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ร่องแก้มลึก และเหนียงใต้คางที่ทำให้ใบหน้าดูโทรมกว่าวัย ปัญหาริ้วรอยร่องลึกเหล่านี้มักไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยสกินแคร์หรือการนวดหน้าทั่วไป การตัดสินใจปรับโครงสร้างผิวจึงเป็นอีกหนึ่งทางออกในการฟื้นบำรุงผิวให้กระชับ และช่วยให้ผิวหน้ากลับมาแลดูเรียบ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปที่มีการสูญเสียคอลลาเจนไวกว่าช่วงวัยก่อนหน้า

บทความนี้ นพ. อนุชิต อดิโรจนานนท์ (Doctor Jay) ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเลขที่ 45390 ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าชั้นลึก เทคนิคการซ่อนแผลบริเวณหน้าหูและหลังใบหู รวมถึงการเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างเทคนิคของโปรแกรมร้อยไหมกับเทคนิคการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้รับข้อมูลที่ถูกต้องในการเตรียมตัวทั้งก่อนและหลังทำ

Facelift คืออะไร ?

Facelift คือการผ่าตัดดึงหน้าชั้นลึก ยกกระชับผิวร่วมกับชั้น SMAS และจัดตำแหน่งโครงสร้างใบหน้า


Facelift คือ การผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าเพื่อปรับโครงสร้าง
ใบหน้าที่หย่อนคล้อยให้กลับมาแลดูกระชับและแลดูสดใสอีกครั้ง การผ่าตัดนี้จะเน้นการจัดการกับผิวหนังส่วนเกินร่วมกับการปรับตำแหน่งโครงสร้างชั้นลึกต่าง ๆ ที่หย่อนคล้อยตามอายุ ดูแลครอบคลุมตั้งแต่บริเวณแก้ม ร่องน้ำหมาก จนถึงบริเวณกรอบหน้าและลำคอ

หัตถการนี้ช่วยแก้ไขปัญหาโครงสร้างใบหน้าชั้นลึกที่เรียกว่าชั้น SMAS ที่เป็นชั้นกล้ามเนื้อที่ส่งผลโดยตรงต่อความหย่อนคล้อยของใบหน้า แตกต่างจากการทำโปรแกรมเลเซอร์ยกกระชับทั่วไปที่แก้ไขได้แค่ผิวชั้นนอก ผลลัพธ์จากการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าสามารถคงอยู่ได้นานหลายปี ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล

เทคนิคการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าชั้นลึก (Deep Plane)

การผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าชั้นลึก เทคนิค Deep Plane คือการยกกระชับที่เข้าถึงชั้นโครงสร้างผิวและไขมันใต้ชั้น SMAS พร้อมกันโดยไม่มีการเลาะแยกผิวหนังออกจากกัน วิธีนี้ช่วยลดแรงดึงของผิวชั้นนอกและคงผลลัพธ์ได้นานกว่าการดึงหน้าแบบเดิม เหตุผลที่เทคนิคนี้สามารถช่วยแก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ

  • ลดการบวมเนื่องจากไม่มีการแยกชั้นผิวหนังบาง ๆ ด้านบน ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ตามปกติ
  • ใบหน้าขยับได้ตามปกติไม่ตึงรั้งเพราะเป็นการย้ายโครงสร้างชั้นลึกทั้งแผงจากฐานด้านใน โดยผลลัพธ์แลดูเป็นธรรมชาติ
  • ช่วยแก้ไขปัญหาร่องแก้มลึกและแก้มห้อยย้อยจากการดึงยึดเอ็นยึดผิวหนังที่ยึดติดกับกระดูกออกแล้วจัดตำแหน่งใหม่

การผ่าตัดใช้วิธีดมยาสลบและใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 3 ถึง 4 ชั่วโมง ช่วยลดระยะเวลาพักฟื้นและสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ภายใน 7 ถึง 10 วัน โดยควรนอนยกศีรษะสูงเพื่อลดอาการบวมในช่วง 3 วันแรก

จุดเด่นของ Facelift เทคนิค Deep Plane มีอะไรบ้าง ?

จุดเด่นของ Facelift เทคนิค Deep Plane และกลุ่มผู้ที่เหมาะกับการผ่าตัดตามระดับความหย่อนคล้อย

จุดเด่นสำคัญของการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า คือการแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยได้ลึกถึงชั้นโครงสร้างกล้ามเนื้อด้านใน ซึ่งเป็นการจัดการกับต้นเหตุความร่วงโรยที่สกินแคร์หรือเทคโนโลยีคลื่นพลังงานไม่สามารถเข้าถึง

การปรับตำแหน่งโครงสร้างผิวที่ร่วงโรยให้กลับไปอยู่ตำแหน่งเดิม ช่วยให้ผลลัพธ์แลดูเป็นธรรมชาติและไม่ทำให้ผิวหน้าตึงรั้งจนผิดรูป โดยแพทย์จะวิเคราะห์การดึงผิวตามแนวเวกเตอร์ที่สอดคล้องกับโครงสร้างใบหน้าส่วนกลางและส่วนล่างของแต่ละบุคคล

วิธีลดร่องแก้มลึกและยกกระชับแก้มห้อยย้อย

การลดร่องแก้มลึกและแก้มห้อยย้อยที่ต้นเหตุทำได้ด้วยการผ่าตัดดึงโครงสร้างชั้น SMAS และไขมันบริเวณแก้มขึ้นไปยึดในตำแหน่งที่สูงขึ้น วิธีนี้ช่วยแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุโดยการปรับตำแหน่งโครงสร้างด้านในที่คล้อยลงตามอายุ

  • ช่วยปลดล็อกเอ็นยึดผิวหนังบริเวณโหนกแก้มที่ดึงรั้งผิวจนเกิดร่องลึก
  • ย้ายตำแหน่งถุงไขมันบริเวณแก้มที่ย้อยลงมากลับขึ้นไปบริเวณโหนกแก้ม
  • เย็บตรึงฐานโครงสร้างชั้นลึกเพื่อล็อกความกระชับไม่ให้เคลื่อนตัว

การปรับโครงสร้างจุดนี้ช่วยแก้ไขปัญหาแก้มตอบและแก้มห้อยในกลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไป รอยแผลผ่าตัดจะถูกซ่อนไว้ตามบริเวณแนวขอบหู คนที่ได้รับการผ่าตัดจะสังเกตเห็นร่องแก้มที่แลดูตื้นขึ้นหลังตัดไหมในช่วง 7 ถึง 10 วัน

การเก็บกรอบหน้าและลดความหย่อนคล้อยบริเวณลำคอ

การเก็บกรอบหน้าและลดความหย่อนคล้อยบริเวณลำคอผ่านการทำ Facelift Surgery ช่วยปรับปรุงปัญหาเหนียงและลำคอหย่อนคล้อยด้วยการจัดการกับกล้ามเนื้อคอชั้นลึก วิธีนี้ช่วยเปลี่ยนลำคอที่คล้อยเป็นชั้นให้ตึงกระชับและสร้างแนวขากรรไกรที่คมชัดขึ้น

  • เย็บกระชับกล้ามเนื้อคอด้านหน้าหรือกล้ามเนื้อพลาทิสมา เพื่อลดการแยกตัวของกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดเหนียงเป็นลำ ๆ
  • กำจัดไขมันส่วนเกินใต้คางและแนวขากรรไกรออกอย่างพอดี
  • ดึงขึงผิวหนังส่วนเกินไปทางด้านหลังหูเพื่อเกลี่ยผิวให้เรียบ

ขั้นตอนนี้ช่วยดูแลและบรรเทาปัญหาคอหย่อนคล้อยในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แผลผ่าตัดรอบใบหูและท้ายทอยจะค่อย ๆ จางลงจนเรียบเข้ากับผิวตามธรรมชาติภายในระยะเวลา 3 ถึง 6 เดือน

ความแตกต่างของการศัลยกรรมดึงหน้า เทคนิค Deep Plane กับวิธีอื่นๆ

การเลือกวิธีฟื้นบำรุงผิวให้ใบหน้า มีหลากหลายแนวทาง ซึ่งแต่ละวิธีมีระดับการแก้ไขปัญหาในชั้นผิวที่ลึกตื้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจข้อแตกต่างระหว่างเทคนิคผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าชั้นลึกกับหัตถการทางเลือกอื่น จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะกับปัญหาผิวของตัวเอง โดยพิจารณาจากระดับความหย่อนคล้อยและโครงสร้างผิวที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุตั้งแต่ 35 ถึง 60 ปี ขึ้นไป

การศัลยกรรมดึงหน้าเทคนิค SMAS ดั้งเดิม vs Deep Plane

Facelift คือการศัลยกรรมดึงหน้าที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างเทคนิค SMAS ดั้งเดิมแยกชั้นผิวหนังออกจากชั้น SMAS แล้วเย็บกระชับชั้น SMAS โดยตรง (ดึงแต่ละชั้นแยกกัน) และเทคนิค Deep Plane ที่ลงลึกไปใต้ชั้นกล้ามเนื้อเพื่อยกกระชับโครงสร้างใบหน้าทั้งหมดขึ้นพร้อมกัน (เลาะใต้ชั้น SMAS แล้วยกผิวหนัง+SMAS ไปพร้อมกันเป็นแผงเดียว)

การผ่าตัดแบบ SMAS ดั้งเดิมจะแยกชั้นผิวหนังออกจากกล้ามเนื้อทำให้เกิดแรงตึงที่ผิวหนังค่อนข้างมาก ส่วนเทคนิค Deep Plane จะเลาะยึดเส้นเอ็นในชั้นลึกทำให้ขยับโครงสร้างผิวไปพร้อมกันได้โดยผลลัพธ์แลดูเป็นธรรมชาติ วิธีนี้ช่วยลดแรงรั้งบริเวณใบหูและช่วยให้แผลสมานตัวได้ดีขึ้น ใช้เวลาประมาณ 7 ถึง 10 วัน

*ผลลัพธ์การรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ศัลยกรรมดึงหน้าเทคนิค SMAS ดั้งเดิมเทคนิค Deep Plane
ชั้นผิวที่ผ่าตัดแก้ไขดึงผิวหนังและเย็บตรึงชั้น SMAS ด้านบนเลาะใต้ชั้น SMAS เพื่อยกโครงสร้างลึก
แรงตึงผิวหลังทำมีแรงรั้งที่ผิวหนังมากกว่าลดแรงดึงรั้ง ผิวแลดูเป็นธรรมชาติ
ระยะเวลาพักฟื้น14 ถึง 21 วัน7 ถึง 10 วัน

เปรียบเทียบการทำโปรแกรมร้อยไหมกับการทำ Facelift Surgery เลือกแบบไหนให้เหมาะกับคุณ

การเลือกความคุ้มค่าระหว่างการทำโปรแกรมร้อยไหมกับการทำศัลยกรรมดึงหน้าขึ้นอยู่กับระดับความหย่อนคล้อย ของผิวและผลลัพธ์ระยะยาวที่ต้องการสัมผัส การทำโปรแกรมร้อยไหมจัดเป็นทางเลือกชั่วคราวสำหรับผู้ที่เริ่มมีริ้วรอยแรกเริ่ม ส่วนการทำ Facelift Surgery คือ หัตถการผ่าตัดที่ออกแบบมาเพื่อคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยสะสมเป็นปริมาณมากและต้องการแก้ไขอย่างจริงจัง

*ผลลัพธ์การรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

วิธีการยกกระชับโปรแกรมร้อยไหมFacelift Surgery (Deep Plane)
กลุ่มเป้าหมายผิวหย่อนคล้อยน้อยถึงปานกลางผิวหย่อนคล้อยรุนแรงและมีร่องแก้มลึก
ระยะเวลาของผลลัพธ์6 ถึง 8 เดือน10 ถึง 15 ปี
การพักฟื้น2 ถึง 3 วัน7 ถึง 10 วัน

ถ้าคำนวณค่าใช้จ่ายสะสมจากการต้องกลับมาทำซ้ำบ่อย ๆ การศัลยกรรมดึงหน้าอาจเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์คนที่ไม่อยากทำหัตถการซ้ำบ่อย ๆ การเลือกวิธีดูแลผิวควรประเมินร่วมกับศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างชั้นกล้ามเนื้อ SMAS ของแต่ละบุคคลอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ

ใครบ้างที่เหมาะกับการศัลยกรรมดึงหน้า (Facelift Surgery)

ใครบ้างที่เหมาะกับ Facelift เช่น แก้มหย่อน ร่องลึก ผิวหย่อนคล้อย หรือทำเครื่องแล้วไม่ได้ผล

Facelift คือทางเลือกสำหรับคนที่มีร่องแก้มลึก แก้มห้อยย้อยบดบังกรอบหน้า และผิวใต้คางกับลำคอหย่อนคล้อย ซึ่งมักพบในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป

การพิจารณาว่าใครเหมาะกับการทำศัลยกรรมดึงหน้า หรือ Facelift Surgery นั้น จะประเมินจากระดับความหย่อนคล้อยของโครงสร้างผิวชั้นลึกที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัย โดยทั่วไปเมื่ออายุย่างเข้าสู่วัย 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนลดลง ส่งผลให้การใช้สกินแคร์หรือการดูแลด้วยเครื่องมือยกกระชับทั่วไปอาจไม่สามารถจัดการปัญหาได้ลึกถึงโครงสร้างด้านใน

การตัดสินใจเลือกวิธีนี้จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ในการฟื้นบำรุงผิวให้กลับมาแลดูกระชับและแลดูเป็นธรรมชาติ โดยหัตถการนี้จะเหมาะสำหรับคนที่มีลักษณะปัญหาดังนี้

  • คนที่มีปัญหาร่องแก้มและร่องมุมปากลึก มีรอยพับบริเวณข้างแก้มที่ลากยาวลงมาถึงร่องน้ำหมากอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและดูไม่สดใสเท่าที่ควร
  • คนที่มีปัญหาแก้มห้อยย้อยบดบังกรอบหน้า บริเวณเนื้อแก้มส่วนล่างคล้อยลงมาต่ำกว่าแนวกราม ทำให้กรอบหน้าล่างดูไม่คมชัด หรือมีรูปหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  • คนที่มีปัญหาผิวบริเวณใต้คางและลำคอหย่อนคล้อย ผิวหนังบริเวณใต้คางพับเป็นชั้น หรือมีปัญหาโครงสร้างกล้ามเนื้อคอที่คล้อยลงมาจนดูมีเหนียงชัดเจน
  • คนที่แก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นแล้วยังไม่ตอบโจทย์ ผู้ที่เคยผ่านการดูแลผิวด้วยหัตถการทางเลือกอื่น ๆ หรือเครื่องมือยกกระชับแบบชั่วคราวมาแล้ว แต่พบว่ายังไม่สามารถจัดการกับปัญหาโครงสร้างผิวชั้นลึกได้
  • คนที่ต้องการดูแลปัญหาผิวในระยะยาว ผู้ที่ต้องการปรับโครงสร้างใบหน้าเพื่อฟื้นบำรุงความตึงกระชับให้อยู่ได้นานหลายปี โดยเป็นการลดความยุ่งยากในการที่ต้องกลับมาทำหัตถการซ้ำบ่อย ๆ

ความแตกต่างของการศัลยกรรมดึงหน้า ระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย

การศัลยกรรมดึงหน้า Facelift Surgery คือการปรับโครงสร้างใบหน้าที่มีความแตกต่างกันระหว่างผู้หญิงและผู้ชายอย่างชัดเจน ในเรื่องของแนวเส้นผม การกระจายตัวของเส้นเลือด และการวางตำแหน่งรอยแผลผ่าตัด

จุดเปรียบเทียบผู้หญิงผู้ชาย
แนวเส้นผมและจอนซ่อนแผลตามขอบใบหูและไรผมได้ง่ายต้องเลี่ยงการดึงผิวหนังที่มีหนวดเคราหรือจอนผมไปไว้หลังหู
โครงสร้างผิวหนังผิวบางกว่าและมีเส้นเลือดฝอยน้อยกว่าผิวหนา มีเส้นเลือดมาเลี้ยงเยอะ เสี่ยงต่อเลือดคั่งสูงกว่า 2 เท่า

แนวทางการศัลยกรรมดึงหน้าผู้ชายต้องเน้นการคงกรอบหน้าเหลี่ยมตามธรรมชาติ และไม่ยกมุมคิ้วสูงเกินไปเพื่อคงลักษณะทางเพศชาย ส่วนผู้หญิงจะปรับแต่งเพื่อเน้นความโค้งมนบริเวณจุดต่าง ๆ บนใบหน้า แพทย์ต้องระมัดระวังการโกนหนวดและเคราของผู้ชายหลังการผ่าตัดในช่วง 14 วันแรก เพื่อป้องกันการระคายเคืองแผลผ่าตัดรอบใบหู

สัญญาณแบบไหนที่บอกว่าถึงเวลาทำ Facelift

สัญญาณที่บอกว่าร่างกายควรทำ Facelift คือการเกิดความหย่อนคล้อยของผิวหนังและกล้ามเนื้อใบหน้าชั้นลึกจนทำให้กรอบหน้าล่างดูไม่ชัดเจน ปัญหานี้มักเกิดร่วมกับร่องแก้มลึกและแก้มห้อยย้อยลงมาคลุมแนวกรามจนบดบังรูปหน้าเดิม ซึ่งสกินแคร์หรือหัตถการกระตุ้นคอลลาเจนไม่สามารถปรับโครงสร้างชั้นลึกที่เสื่อมสภาพได้แล้ว

ความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างใบหน้ามักเริ่มเด่นชัดเมื่อย่างเข้าสู่วัย 40 ถึง 60 ปี ขึ้นไป การตรวจสอบความพร้อมของผิวหนังเบื้องต้นสามารถสังเกตได้จากลักษณะทางกายภาพที่ปรากฏชัดเจนบนใบหน้า

สัญญาณความร่วงโรยบนใบหน้าลักษณะทางกายภาพที่สังเกตได้ชัดเจน
ร่องแก้มและร่องมุมปากลึกรอยพับข้างแก้มลากยาวลงมาถึงมุมปากจนดูเหนื่อยล้า
แก้มห้อยย้อยบดบังแนวกรามเนื้อแก้มส่วนล่างห้อยคล้อยลงมาต่ำกว่าขอบกระดูกกราม
ผิวหนังบริเวณลำคอหย่อนคล้อยผิวใต้คางและลำคอพับเป็นชั้นจนดูมีเหนียงชัดเจน

การตรวจเช็คความยืดหยุ่นของผิวหนังร่วมกับศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง จะช่วยกำหนดแนวทางผ่าตัดที่ช่วยแก้ไขปัญหาของแต่ละคนและแก้ไขโครงสร้างกล้ามเนื้อส่วนลึกได้

มาตรฐานความปลอดภัยและข้อกำหนดทางการแพทย์ในการศัลยกรรมดึงหน้า

ศัลยกรรมดึงหน้า Facelift Surgery คือ การผ่าตัดใหญ่ภายใต้การดมยาสลบ จะต้องทำในสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดเท่านั้น สถานที่ผ่าตัดต้องมีระบบช่วยชีวิตฉุกเฉิน และห้องผ่าตัดระบบ Cleanroom ที่ได้มาตรฐาน ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

หัวใจหลักของการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า คือต้องทำโดย ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง ที่ได้รับวุฒิบัตรรับรองจากแพทยสภาเท่านั้น เพราะใบหน้ามีเส้นประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อหลายแขนง ถ้าผ่าตัดโดยแพทย์ที่ไม่ชำนาญและขาดประสบการณ์อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปากเบี้ยว ยิ้มไม่เท่ากัน หรือตาปิดไม่สนิทจากการบาดเจ็บของเส้นประสาทใบหน้า

มาตรฐานความปลอดภัยที่ควรตรวจสอบก่อนเข้ารับการผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยงในการศัลยกรรม มีดังนี้

  1. ตรวจสอบรายชื่อแพทย์ว่าเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางผ่านเว็บไซต์ของแพทยสภาโดยตรง
  2. ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลที่ต้องแสดงอย่างชัดเจนในพื้นที่บริการ
  3. มีวิสัญญีแพทย์เฉพาะทางคอยดูแลและควบคุมการดมยาสลบตลอดเวลาการผ่าตัดอย่างใกล้ชิด
  4. มีการตรวจร่างกายและตรวจผลเลือดอย่างละเอียดก่อนส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดอย่างน้อย 7 วัน เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกาย

ก่อนและหลังทำ Facelift ต้องเตรียมตัวและดูแลแผลอย่างไร ?

การดูแลตัวเองทั้งก่อนและหลังทำศัลยกรรมดึงหน้า เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยกำหนดความสม่ำเสมอและความเรียบของแผลกับระยะเวลาการฟื้นตัวของผิวหนัง เพราะการทำ Facelift Surgery คือการผ่าตัดปรับโครงสร้างผิวชั้นลึก การเตรียมความพร้อมร่างกายและการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ช่วยลดอาการบวมหลังผ่าตัดได้ดี

การดูแลแผลอย่างถูกวิธีจะช่วยร่นระยะเวลาพักฟื้นให้สั้นลงเหลือประมาณ 7 ถึง 10 วัน ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดรอยแผลเป็นนูนบริเวณรอบใบหู

สิ่งที่ต้องแจ้งแพทย์และการเตรียมตัวก่อนเข้าผ่าตัด

การเตรียมตัวก่อนทำศัลยกรรมดึงหน้า หรือ Facelift คือการเตรียมร่างกายให้พร้อม โดยเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลสุขภาพแก่แพทย์อย่างตรงไปตรงมา ข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต้องแจ้งได้แก่ ประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ รวมถึงการทานยาละลายลิ่มเลือด อาหารเสริม และวิตามินต่าง ๆ ที่กินเป็นประจำ เราต้องปฏิบัติตามขั้นตอนเตรียมความพร้อมเพื่อความปลอดภัยและช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน ดังนี้

  • งดยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน และอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดอย่างน้อย 14 วัน
  • งดสูบบุหรี่และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันแผลหายช้า
  • งดน้ำและงดอาหารทุกชนิดก่อนเข้ารับการผ่าตัดดมยาสลบอย่างน้อย 8 ชั่วโมง

เทคนิคซ่อนรอยแผลบริเวณหน้าและหลังใบหู พร้อมการดูแลช่วงสัปดาห์แรก

การซ่อนรอยแผลผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า จะถูกซ่อนไว้ตามแนวขอบหูด้านหน้าและโค้งอ้อมไปบริเวณซอกหูด้านหลัง เพื่ออำพรางรอยแผลเป็นให้กลมกลืนกับผิวของธรรมชาติ แพทย์จะเย็บปิดแผลด้วยไหมขนาดเล็ก ร่วมกับการจัดวางผิวหนังแบบลดแรงดึงเพื่อป้องกันแผลแยก

การดูแลแผลอย่างเคร่งครัดในช่วง 7 วันแรก หลังผ่าตัดเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยป้องกันแผลเป็นนูนและช่วยให้รอยแผลสมานตัวได้ดีขึ้น

  • ประคบเย็นบริเวณแก้มและรอบใบหูในช่วง 3 วันแรก เพื่อลดอาการบวม
  • นอนหนุนหมอนสูงอย่างน้อย 2 ใบ เพื่อให้ศีรษะอยู่สูงกว่าหน้าอกช่วยลดการสะสมของของเหลว
  • ทำความสะอาดแผลรอบใบหูด้วยน้ำเกลือและทายาฆ่าเชื้อตามที่แพทย์สั่งวันละ 2 ครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารเคี้ยวยาก เพื่อลดการขยับของกล้ามเนื้อใบหน้าช่วงสัปดาห์แรกหลังการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า

ทำไมหลายคนถึงเลือกศัลยกรรมดึงหน้า เทคนิค Deep Plane กับ Doctor Jay Plastic Surgery

เหตุผลที่หลายคนเลือกศัลยกรรมดึงหน้าเทคนิค Deep Plane กับ Doctor Jay Plastic Surgery

การศัลยกรรมดึงหน้าชั้นลึก กับ Doctor Jay Plastic Surgery จะทำการออกแบบการผ่าตัดเฉพาะบุคคล เพื่อปรับแนวกรามและพยุงชั้นกล้ามเนื้อ SMAS ให้ยกกระชับขึ้นตามทิศทางการหย่อนคล้อยของแต่ละคน

การศัลยกรรมดึงหน้า หรือ Facelift Surgery คือการปรับแก้โครงสร้างชั้นผิวจากภายใน ส่งผลให้ผลลัพธ์การยกกระชับอยู่ได้นาน โดยมีจุดบริการหลักที่หลายท่านให้ความไว้วางใจเลือก

  • เทคนิคเย็บซ่อนแผลตามแนวขอบหูด้านหน้าอ้อมไปซอกหูด้านหลังอย่างประณีต ช่วยให้รอยแผลเริ่มดีขึ้นตามลำดับ
  • การจัดระดับแรงดึงบนชั้นกล้ามเนื้อลึกแทนการดึงผิวชั้นบน ช่วยลดปัญหาใบหน้าตึงรั้งและเลี่ยงผลกระทบต่อเส้นประสาทใบหน้า
  • การผ่าตัดทำในห้องผ่าตัดระบบ Cleanroom ที่ผ่านเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข พร้อมทีมพยาบาลเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดหลังผ่าตัดเป็นเวลา 24 ชั่วโมง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการผ่าตัดดึงหน้า

ศัลยกรรมดึงหน้า ผลลัพธ์อยู่ได้นานกี่ปี ?

การผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า ด้วยเทคนิค Deep Plane คือวิธีที่ช่วยดูแลสภาพผิวหนังให้กระชับให้อยู่ได้นานประมาณ 10 ถึง 15 ปี การผ่าตัดลึกลงไปแก้ไขชั้นกล้ามเนื้อ SMAS และโครงสร้างพยุงผิวทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่าการยกกระชับด้วยวิธีชั่วคราวอื่น ๆ ช่วยให้ใบหน้าแลดูสดใสและแลดูเป็นธรรมชาติ

ความคงทนของผิวที่ผ่านการผ่าตัดขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวและปัจจัยแวดล้อมทางธรรมชาติ การหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดกับการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ ทุกเช้าช่วยยับยั้งการทำลายคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้

พฤติกรรมการสูบบุหรี่และการปล่อยให้น้ำหนักตัวผันผวนเกินกว่า 5 กิโลกรัม ส่งผลโดยตรงทำให้ผิวหนังสูญเสียความยืดหยุ่นและหย่อนคล้อยเร็วกว่ากำหนด

การทำ Facelift Surgery หรือ ศัลยกรรมดึงหน้า ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานแค่ไหน ?

การผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า ใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 1 ถึง 2 คืน และคุณสามารถกลับไปทำงานตามปกติได้ภายใน 7 ถึง 10 วัน การผ่าตัดดูแลโครงสร้างผิวด้วยวิธี Facelift Surgery คือการจัดปรับเนื้อเยื่อชั้นลึกซึ่งร่างกายต้องการเวลาในการสมานแผลตามขั้นตอนฟื้นฟูผิวหนังดังนี้

  • ช่วง 3 วันแรก ใบหน้าจะมีอาการบวมและรู้สึกตึงที่ผิวหนังมาก ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยการประคบเย็นอย่างต่อเนื่อง
  • ช่วง 7 ถึง 10 วัน แพทย์จะนัดเข้ามาตัดไหมและตรวจเช็คสภาพแผล โดยรอยเขียวช้ำจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้วค่อย ๆ จางลง
  • ช่วง 14 วัน เป็นต้นไป แผลภายนอกจะเริ่มแห้งสนิททำให้สามารถแต่งหน้าอ่อน ๆ ได้ เพื่อปกปิดรอยช้ำที่ยังเหลืออยู่

โครงสร้างภายในจะสมานตัวสมบูรณ์และผิวหน้าจะเข้าที่แลดูเป็นธรรมชาติภายในเวลา 3 ถึง 6 เดือน การงดออกกำลังกายหนักและงดการซาวน่าในช่วง 4 สัปดาห์แรก เป็นข้อห้ามสำคัญเพื่อลดการสูบฉีดเลือดที่เป็นสาเหตุที่ทำให้แผลผ่าตัดบวมอักเสบขึ้นมาอีกครั้ง

หลังทำศัลยกรรมดึงหน้า หรือ Facelift Surgery จะทำให้ใบหน้าดูตึงเกินไป หรือแข็งผิดธรรมชาติหรือไม่ ?

การผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า หรือ Facelift Surgery ด้วยเทคนิคที่เหมาะสม จะไม่ทำให้ใบหน้าดูตึงรั้งหรือแข็งทื่อผิดธรรมชาติ เพราะศัลยแพทย์จะเน้นการดึงกระชับที่ชั้นกล้ามเนื้อลึกพยุงผิวแทนการดึงรั้งผิวหนังชั้นบนสุดอย่างเดียว วิธีนี้ช่วยจัดวางตำแหน่งไขมันและกล้ามเนื้อใบหน้าให้กลับไปอยู่ตำแหน่งเดิมตอนที่ยังอายุน้อย ผิวหนังชั้นนอกจึงถูกเย็บปิดโดยไม่มีแรงตึงมากเกินไป ทำให้เวลายิ้มหรือแสดงสีหน้ายังคงมีความขยับเขยื้อนได้อย่างคล่องตัว

ในช่วง 1 ถึง 3 เดือนแรก หลังการผ่าตัด ใบหน้าอาจจะมีอาการบวมและรู้สึกตึงรั้งซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติจากการสมานแผลของผิว อาการตึงจะค่อย ๆ ลดลงและกล้ามเนื้อใบหน้าจะเริ่มอ่อนนุ่มลงจนเข้าที่สมบูรณ์เต็มที่เมื่อผ่านพ้นระยะเวลา 6 เดือน ขึ้นไป แนะนำให้ประคบอุ่นและนวดสลายพังผืดเบา ๆ ตามคำแนะนำแพทย์เพื่อช่วยในการฟื้นฟูเส้นประสาทและลดความแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อรอบมุมปากได้เร็วขึ้น

สรุป

Facelift คือการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าชั้นลึก เทคนิค Deep Plane ที่ช่วยยกกระชับกล้ามเนื้อโครงสร้างใบหน้าจากภายในแทนการดึงรั้งผิวหนังชั้นนอก วิธีนี้ช่วยแก้ไขปัญหาร่องแก้มลึก ผิวหย่อนคล้อย และเหนียงใต้คางได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยให้ผลลัพธ์ที่อยู่ได้ประมาณ 10 ถึง 15 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล

คนที่อยากยกกระชับปรับรูปหน้าควรเข้ารับคำปรึกษาจากศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง เพื่อประเมินโครงสร้างผิวอย่างละเอียดก่อนการผ่าตัด การเตรียมตัวล่วงหน้าด้วยการงดยากับอาหารเสริมอย่างน้อย 14 วัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยและช่วยลดระยะเวลาพักฟื้นให้เหลือประมาณ 7 ถึง 10 วัน

แหล่งอ้างอิง

  1. Baker DC, Stefani WA, Chiu ES. Reducing the incidence of hematoma requiring surgical evacuation following male rhytidectomy. Plastic and Reconstructive Surgery ปี 2005 เล่มที่ 116 ฉบับที่ 7 (อัตราการเกิดภาวะเลือดคั่งหลังผ่าตัดดึงหน้าในผู้ชาย)
  2. Shuster S, Black MM, McVitie E. The influence of age and sex on skin thickness, skin collagen and density. British Journal of Dermatology ปี 1975 เล่มที่ 93 ฉบับที่ 6 หน้า 639 ถึง 643 (ความหนาของผิวหนังที่ต่างกันระหว่างเพศ)
Dr Anuchit Adirojananon

เกี่ยวกับผู้เขียน

นพ. อนุชิต อดิโรจนานนท์

คุณหมอเจ หรือ นพ. อนุชิต อดิโรจนานนท์ เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางที่ได้รับวุฒิบัตร ชำนาญด้านการฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ของใบหน้าโดยเน้นผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ประจำโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งดิอาท กรุงเทพฯ มีประสบการณ์ด้านศัลยกรรมตกแต่งมากกว่า 6 ปี และผ่านการฝึกอบรมกับศัลยแพทย์ชั้นนำในเกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และยุโรป ในฐานะสมาชิกสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยนานาชาติ (ISAPS) และผู้พัฒนาเทคนิคเฉพาะ เช่น V-neck Lift คุณหมอได้ดูแลคนไข้จากกว่า 10 ประเทศที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและคงอยู่ในระยะยาว ด้วยการผสานมุมมองเชิงศิลป์เข้ากับความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ คุณหมอจึงสามารถวางแผนการรักษาให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความงามของคนไข้แต่ละราย พร้อมคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และความงามตามธรรมชาติของแต่ละบุคคล

Doctor Jay Before & After gallery

Browse our Before & After

Gallery

RECENT POSTS

YouTube

กรอกข้อมูล
ให้เราติดต่อกลับ

เริ่มต้นเส้นทางสู่ความมั่นใจครั้งใหม่

เริ่มต้นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง ด้วยการจองคิวปรึกษากับหมอเจวันนี้ ในการปรึกษาแบบเฉพาะบุคคล หมอเจจะรับฟังเป้าหมายของคุณ อธิบายเทคนิคที่เหมาะสม และออกแบบแผนการดูแลที่เข้ากับโครงหน้าและความต้องการของคุณโดยเฉพาะ

LINEทักไลน์สอบถาม • นัดคิว Messengerทักแชทเลย โทรปรึกษา02 124 3792